Bright Eye ‘Bright sight’
ดวงตา เป็นอวัยวะสำคัญที่มีบทบาทและมีคุณค่ามากสำหรับเราทุกคน มีข้อมูลพบว่า 70 – 80 % ของสิ่งที่เรารับรู้ และเรียนรู้ตลอดชีวิต ได้มาจากการมองเห็น จึงอาจถือได้ว่าดวงตามีความสำคัญที่สุดใน 5 อวัยวะรับรู้สัมผัส อันได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น และผิวหนัง อีกทั้งยังเป็นอวัยวะที่มีความละเอียดอ่อน และต้องทำงานหนักตั้งแต่เช้าตรู่ที่เราเริ่มต้นใช้ชีวิตไปจนยามวิกาลที่เราหลับใหลในทุกๆวัน
หน้าที่อันยิ่งใหญ่ของดวงตา
เมื่อวัตถุรอบตัวเราได้รับแสงมาจากแหล่งกำเนิดหนึ่งๆ ซึ่งที่สำคัญก็คือดวงอาทิตย์และหลอดไฟต่างๆ วัตถุจะดูดกลืนแสงนั้นไว้บางส่วน และทำการส่งผ่านและสะท้อนแสงที่เหลือเข้าสู่ดวงตาของเรา ดวงตาจะทำหน้าที่หลัก 3 ประการคือ หนึ่งหักเหแสง สองส่งผ่านและควบคุมปริมาณแสง และสามเปลี่ยนพลังงานแสงให้เป็นสัญญาณทางประสาท
ดวงตาของเรามีหน้าที่คล้ายคลึงกับกล้องถ่ายรูปโดยมีกระจกตา(cornea) เป็นองค์ประกอบหลักในการทำหน้าที่ในการหักเหและรวมแสง มีกล้ามเนื้อม่านตา(iris sphincter muscle) ทำหน้าที่เสมือนม่านทำให้เกิดเป็นรูม่านตา(pupil) เพื่อควบคุมปริมาณแสงที่เหมาะสมให้เข้าสู่ดวงตาเปรียบเสมือน shutter จากนั้นแสงจะผ่านเข้าสู่เลนส์ตา(Lens) ที่ทำหน้าที่ในการปรับภาพให้ชัดได้อย่างอัตโนมัติตามระยะที่วัตถุนั้นอยู่ คล้ายคลึงกับเลนส์ของกล้องถ่ายรูป และผ่านเข้าสู่วุ้นในตาที่ทำหน้าที่หลักในการรักษาโครงสร้างลูกตา ก่อนที่แสงรวมนั้นจะถูกโฟกัสตกลงบนจุดรับภาพ (macula) อย่างพอดีบนจอประสาทตา(retina) ซึ่งทำหน้าที่เสมือนฟิล์มของกล้อง
เซลล์รับภาพ(photoreceptor cells) ที่อยู่บนจอประสาทตาจะทำหน้าที่ดูดกลืนพลังงานแสงนั้น ทำให้เกิดปฏิกิริยาทางเคมีและเกิดความต่างศักดิ์ทางไฟฟ้าขึ้น จากนั้นจึงแปลงเป็นสัญญาณไปตามเส้นประสาทเข้าสู่สมองเพื่อแแปลผลเป็นภาพที่เรามองเห็นและก่อให้เกิดกิจกรรมต่างๆได้
ด้วยดวงตามีความสำคัญยิ่ง เราจึงต้องดูแล… จุดสำคัญ 2 จุดของดวงตาที่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษ คือ เลนส์ตาและจอประสาทตา เพราะเป็นส่วนที่ส่งผลต่อคุณภาพการมองเห็นเป็นหลัก เห็นได้จากในปัจจุบันโรคทางด้านสุขภาพดวงตาที่มักพบบ่อย คือ ต้อกระจกและจอประสาทตาเสื่อม และสาเหตุส่วนใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังปัญหาเหล่านี้ก็คือ “Oxidative stress” ที่ทำให้เกิด “อนุมูลอิสระ” แล้วมาทำร้ายเซลล์ จนทำให้เกิดการอักเสบ เพิ่มการตายของเซลล์ และเกิดการเสื่อมโทรมของดวงตาในที่สุด
ตัวการที่ทำให้เกิดอนุมูลออิสระที่ส่งผลต่อดวงตามักเกิดขึ้นจากแสงอาทิตย์ที่มีแถบคลื่นอัลตร้าไวโอเลตบี (Ultraviolet B, UVB) และแสงสีฟ้า ซึ่งเป็นหนึ่งในประเภทแสงที่ตาเรามองเห็น แสงสีฟ้านี้มีความยาวคลื่นสั้น ส่งผลให้มีพลังงานสูงกว่าแสงสีอื่นๆ แม้ว่าเราจะไม่ได้มองพระอาทิตย์โดยตรง แต่เมื่อมองไปยังวัตถุที่ต้องแสง แสงก็จะสะท้อนเข้าสู่ตาเราอยู่ดี และที่สำคัญในยุคปัจจุบันนี้มนุษย์เรายังได้รับแสงสีฟ้าได้มากขึ้นจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นจอโทรทัศน์ จอมือถือ หรือแม้แต่หลอดไฟ LED ก็ล้วนปล่อยแสงสีฟ้าออกมาทั้งสิ้น ในขณะที่แสงสีเขียวไม่ได้ทำร้ายเลนส์และจอประสาทตาของเรา โดยสังเกตุได้ว่าเวลาเราไปอยู่ใต้ร่มไม้สีเขียว เราจะรู้สึกสบายตาและผ่อนคลายกว่า
เมื่อกระจกตาได้รับคลื่นแสงสีฟ้านานๆเข้า ก็จะเกิดการสะสม oxidative stress ทีละเล็กทีละน้อย จนเลนส์ตาเกิดการขุ่นมัวในที่สุด ไม่เพียงเท่านั้น เมื่อแสงผ่านกระจกตาแล้วไปตกกระทบ ณ จุดรับภาพชัด (macular) ที่จอประสาทตา ซึ่งจะมีทั้งเม็ดสี (pigment) เยื่อบุจอประสาทตา และหน่วยรับภาพ (photoreceptors) ที่คอยดูดซับแสงที่เป็นอันตรายนี้ไว้ ถือเป็นการสะสมอนุมูลอิสระไว้โดยอัตโนมัติอย่างต่อเนื่อง จนเกิดการรวมตัวกันของสารพิษคือ Lipofuscin และ Drusen ที่เป็นตัวการคอยทำลายหน่วยรับแสง สารพิษเหล่านี้นับเป็นสัญญาณแรกที่จักษุแพทย์มองเห็นจากการส่องกล้องมองผ่านเข้าไปดูจอประสาทตา ใช้บ่งบอกได้ว่าเริ่มมีจอประสาทตาเสื่อมแล้ว เพราะการจับตัวของ Drusen จะไปดันให้เซลล์เม็ดสีที่อยู่บนเยื่อบุเรตินาออกจากหลอดเลือดฝอยที่นำออกซิเจนและสารอาหารมาเลี้ยง ทำให้มันทำหน้าที่ต่อไปไม่ได้ นับเป็นบริเวณต้นเหตุของการตาบอดเลยทีเดียว
ประกอบกับเมื่อเรามีอายุมากขึ้น ระบบป้องกันตัวด้วยสารต้านอนุมูลอิสระของร่างกายจะลดประสิทธิภาพลง รวมทั้งการใช้ชีวิตที่ต้องมีความเคร่งเครียด การนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ การสูบบุหรี่หรือดื่มแอลกอฮอล์ ยิ่งส่งเสริมให้เกิดoxidative stress ส่งผลให้ร่างกายเสียสมดุลระหว่างการเกิดและการต้านอนุมูลอิสระ ผลลัพธ์ที่ได้คือ การเกิดจอประสาทตาเสื่อมในที่สุด จริงๆแล้วบริเวณจอประสาทตา โดยเฉพาะส่วน macula จะมีสารแอนติออกซิแดนซ์สำหรับยับยั้งการเกิดออกซิเดชั่นจากแสง และช่วยลดการตายของเซลล์รับแสง (photoreceptor apoptosis) ซึ่งเป็นสารกลุ่มเบต้าแคโรทีนอยด์ที่มีชื่อว่า ลูทีน (Lutein) และ ซีแซนธีน (Zeaxanthine) แต่ปัญหาอยู่ที่สารเหล่านี้เมื่อร่างกายใช้แล้วก็จะหมดไป ร่างกายไม่สามารถสร้างขึ้นมาทดแทนได้ ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่เราต้องรับประทานเสริมเข้าไปทดแทน จากการศึกษาพบว่าการรับประทานสารกลุ่มนี้เข้าไป สามารถเพิ่มปริมาณสารกลุ่มนี้ที่ดวงตาได้ 20-40%, สามารถตัดแสงแถบสีฟ้าลงได้ประมาณ 40% และป้องกันการเสื่อมของ macula ได้ประมาณ 40% เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ได้รับประทานสารกลุ่มนี้เสริม
สารอาหารที่มีประโยชน์สำหรับดวงตา
Lutein ลูทีน
ลูทีนจัดเป็นกลุ่มของแคโรทีนอยด์ กลุ่มแซนโทฟิลล์ (Xanthophyll) โดยปกติในร่างกายเราจะพบสารนี้ในเนื้อเยื่อตาและพบมากที่สุดบริเวณจุดศูนย์กลางของจอประสาทตา โดยคุณสมบัติหลักคือการเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant) จึงสามารถยับยั้งการเกิดออกซิเดชั่นจากแสง เพราะจะเป็นตัวคอยดูดซับแสงที่มีพลังงานสูงโดยเฉพาะแสงสีฟ้าจากหน้าจออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ก่อนที่แสงนี้จะไปทำลายประสาทจอตาของเราได้ แต่ปัญหาก็คือ ร่างกายมนุษย์ไม่สามารถสร้างสารเหล่านี้ขึ้นมาทดแทนได้ ต้องได้รับจากการรับประทานจากภายนอกเท่านั้น ลูทีนในธรรมชาติมักพบได้ในผักสีเขียวเข้ม เช่น ผักโขม เคลล์ บร๊อกโคลี พาสเลย์ และพบได้ในดอกไม้ เช่น ดอกดาวเรือง
ขนาดที่นิยมใช้คือ lutein 5 mg/day (ในผู้ที่มีภาวะ จอประสาทตาเสื่อมแล้ว 10-20 mg/day) แนะนำให้ ใช้ต่อเนื่องอย่างน้อย 3-6 เดือน
Fish oil น้ำมันปลา
มีข้อมูลการศึกษามากมายที่พิสูจน์ว่า Omega-3 Fatty acid (combined DHA&EPA) ที่เป็นสารสำคัญของน้ำมันปลาสามารถป้องกันการเกิดจอประสาทตาเสื่อม (macular degeneration) และภาวะตาแห้ง (dry eye syndrome) รวมทั้งยังช่วยระบายน้ำในลูกตา (drainage of intraocular fluid) จึงสามารถลดความดันลูกตา ส่งผลดียิ่งขึ้นต่อผู้ที่มีโรคต้อหินร่วมด้วย ขนาดที่ควรได้รับต่อวันยังไม่มีการระบุอย่างเป็นทางการ แต่พบว่าขนาดที่มีข้อมูลการใช้เกิดประโยชน์ได้จริงคือการรับประทานน้ำมันปลาวันละ 1.5 – 3 กรัม
Vitamin A วิตามินเอ
วิตามินเอมีส่วนในการช่วยป้องกันเซลล์จอประสาทตาจากแสง อีกทั้งการได้รับวิตามินเอที่เพียงพอยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเซลล์รับแสงได้อีกด้วย จากการศึกษาจะพบว่าหากร่างกายผู้ป่วยมีระดับวิตามินเอต่ำมักจะทำให้เกิดจอประสาทตาเสื่อม (macular degeneration), กระจกตาเป็นแผล(keratomalacia), ภาวะเยื่อบุตาอักเสบ (xerophthalmia), การมองเห็นผิดปกติ (visual impairment) อีกทั้งยังช่วยในการมองเห็นในที่มืดอีกด้วย ถือว่าการขาดวิตามินเอนั้นเป็นสาเหตุสำคัญของความบกพร่องทางตาเลยทีเดียว ทั้งนี้ ปริมาณวิตามินเอที่แนะนำให้บริโภคโดยเฉลี่ย คือ 700 ไมโครกรัม/วันในผู้ชาย และ 600 ไมโครกรัม/วันในผู้หญิง
ถั่วเหลือง Phosphatidylcholine
ถั่วเหลืองมีสาร Phosphatidylcholine ซึ่งมีโครงสร้างคล้าย phospholipidsที่เป็นส่วนประกอบของเยื่อหุ้มเซลล์ จึงมีสมบัติละลายได้ทั้งในน้ำและน้ำมัน การที่โครงสร้างเป็น lipid นั้นสามารถช่วยปกป้องไม่ให้น้ำตาระเหยออกไปได้อย่างรวดเร็ว ทำให้ช่วยลดอาการตาแห้งได้ และยังป้องกันการเกิด oxidation ที่เลนส์ตา จึงช่วยช่วยชะลอความเสื่อมของเลนส์ได้ มีการศึกษาที่พบว่าการที่ร่างกายขาด phosphatidylcholine ส่งผลให้เกิดต้อกระจกได้สูงขึ้น และการรับประทานสารนี้เสริมเข้าไปทำให้ช่วยชะลอความรุนแรงของต้อกระจกได้ และยังมีข้อมูลว่ายังช่วยส่งเสริมการทำงานร่วมกันของส่วนประกอบต่างๆในดวงตา โดยเฉพาะส่วนหน้า (anterior eye segment)
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- ศ.นพ.เฉลียว ปิยะชน. (2553). หนังสือรู้สู้โรค โมเลกุลเพื่อชีวิต เพื่อสุขภาพ. กรุงเทพฯ: ตถาตา พับลิเคชั่น จำกัด.
- https://www.isoptik.com/files/th/pdf/432
