Cell Energy ‘The Energy of life’
ร่างกายเราทุกคนอยู่ได้ด้วยพลังงาน ไม่ว่าจะใช้เพื่อการดำรงชีวิต เพื่อซ่อมแซมร่างกาย เพื่อผลิตสารที่จำเป็นต่างๆมากมายในร่างกาย แม้แต่ระบบภูมิคุ้มกันและระบบที่สำคัญอื่นๆของร่างกาย
- การผลิตพลังงาน ATP (Adenosine Triphosphate) ผ่าน Krebs Cycle นั้น เราต้องทานสารอาหารให้เพียงพอ ซึ่งนอกจากสารอาหารที่ให้พลังงานแล้ว ร่างกายยังต้องการสารจำเป็นอื่นๆ ทั้ง เอนไซม์, โคเอนไซม์(ส่วนใหญ่คือวิตามิน) และโคแฟคเตอร์(ส่วนใหญ่คือเกลือแร่) ขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ก็จะทำให้กระบวนการทำงานของร่างกายไม่สมบูรณ์
- ในสมัยเด็กๆ ร่างกายจะมีการสร้างพลังงานร่างกายที่สูงมาก เราจะสังเกตุการทานอาหารที่มากๆได้โดยย่อยอาหารได้สมบูรณ์ นอนหลับได้ง่ายและยาวนาน เมื่อบาดเจ็บก็หายได้อย่างรวดเร็ว ผิดกับเมื่อเรามีอายุมากขึ้น เราก็ทานได้น้อยลงเพราะท้องอืดแน่นง่าย นอนหลับยากขึ้น ตื่นบ่อย เครียดง่าย เกิดการเจ็บป่วยใดๆก็หายช้ากว่าเสมอ นั่นเป็นเพราะระดับพลังงานที่แตกต่างกันตามวัยที่สูงขึ้นเรื่อยๆ
- ทำอย่างไรให้ร่างกายของเราสร้างพลังงานได้มากเพียงพอ
- ทานสารอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ รวมไปถึงเอนไซม์, โคเอนไซม์(ส่วนใหญ่คือวิตามิน) และโคแฟคเตอร์(ส่วนใหญ่คือเกลือแร่)
- ระบบทางเดินอาหารต้องพร้อมที่จะดูดซึมสารอาหารเหล่านี้ ลำไส้ต้องสะอาด มีสมดุลของจุลินทรีย์หรือแบคทีเรียที่มีประโยชน์เพียงพอ
- เมื่อสารอาหารถูกดูดซึมเข้ากระแสเลือด จะถูกขนส่งโดยเม็ดเลือด ดังนั้นเราต้องมีเม็ดเลือดที่สมบูรณ์ไม่เล็กหรือใหญ่เกินไป เปรียบเสมือนเรามีรถขนส่งที่สมบูรณ์
- หลอดเลือดต้องสะอาด เปรียบเสมือนถนนต้องเรียบไม่มีขยะหรือสิ่งกีดขวาง เช่น ไขมัน ลิ่มเลือดที่อุดตัน แม้กระทั่งตะกอนแคลเซียมที่ทำให้หลอดเลือดแคบลง โดยเฉพาะหลอดเลือดฝอยต่างๆ เพื่อให้เม็ดเลือดนำพาสารอาหารและอออกซิเจนไปสู่อวัยวะปลายทางได้สะดวก
- เมื่อสารอาหารไปถึงเซลต่างๆแล้ว เซลล์จะต้องมีความสามารถในการดูดซึมสารอาหารเข้าสู่เซลล์ได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับความต่างศักย์ไฟฟ้ารอบผิวเซลล์ หรือ CMV; Cell Membrane Voltage ต้องมีมากพอที่จะทำให้เซลล์สามารถแลกเปลี่ยนสารอาหารที่มีประโยชน์เข้าสู่เซลล์และขับของเสียที่ได้จากการผลิตพลังงานในเซลล์ออกจากเซล หากแม้เราทานสารอาหารอย่างครบถ้วนเพียงพอ แต่เซลล์ไม่สามารถดูดซึมเข้าไปใช้ได้ แถมไม่สามารถขับของเสียที่เกิดจากการผลิตพลังงานภายในเซลล์ออกนอกเซลล์ได้ เซลล์จึงมีประสิทธิภาพลดลงจนอวัยวะเสื่อมลงตามไปด้วย หากพลังงานยังลดต่ำลงเรื่อยๆ อาจถึงจุดที่ DNA ของเซลล์ถูกโจมตี จนต้องปรับตัวเองเพื่อการอยู่รอด หรือเกิดการกลายพันธุ์ของเซลล์ จนเกิดเป็นเซลล์มะเร็งขึ้นมานั่นเอง
- ความต่างศักย์ไฟฟ้ารอบผิวเซลล์ หรือ CMV จะเพิ่มขึ้นเมื่อเกิดการสั่นสะเทือนของเซลล์ โดยการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ หรือในปัจจุบันยังมีการนำเอาสนามแม่เหล็กอย่างอ่อนๆมากระตุ้นความต่างศักย์ไฟฟ้ารอบผิวเซลล์ได้อีกด้วยวิธีหนึ่ง
- ไม่มีอะไรได้อย่างเดียวโดยไม่เสีย เช่นเดียวกับการสร้างพลังงาน เราก็จะได้รับผลอื่นๆเช่นกัน เช่น อนุมูลอิสระต่างๆ ดังนั้นเราจะต้องทำให้ร่างกายแข็งแรงอยู่เสมอ เพื่อสร้างสารต้านอนุมูลอิสระได้มากเพียงพอต่ออนุมูลอิสระที่เกิดขึ้น
สารอาหารที่มีประโยชน์ต่อการสร้างพลังงานในระดับเซลล์
- Goji berry Extract
โกจิเบอร์รี่ หรือ เก๋ากี้ เป็นผลไม้ชนิดหนึ่งตระกูลเบอร์รี่สีแดง เป็นยาบำรุงชั้นดีที่นิยมรับประทานในหมู่ชาวจีน เป็นผลไม้ที่ประกอบไปด้วยกรดอะมิโนถึง 18 ชนิดและมีแร่ธาตุที่สำคัญมากมายที่ช่วยเสริมสร้างการทำงานของร่างกาย นอกจากนี้ยังมีโพลิแซ็กคาไรด์ 22 ชนิด โดยมี 4 ชนิดที่ช่วยเสริมระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย เป็นตัวควบคุมและนำพาคำสั่งต่างๆซึ่งเซลล์ของร่างกายใช้ในการติดต่อสื่อสารกัน ทำให้ระบบของร่างกายที่งานได้อย่างสมบูรณ์และนำไปใช้ในการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของเซลล์ได้
- ผงสาหร่ายสไปรูรินา (Spirulina Powder)
สาหร่ายสไปรูรินา หรือ สาหร่ายเกรียวทอง เป็นสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน เป็นพืชที่อุดมไปด้วยโภชนาการอาหารหลายชนิด เช่น ธาตุเหล็ก ที่ช่วยเพิ่มปริมาณฮีโมโกลบินที่เป็นส่วนประกอบสำคัญในเซลล์เม็ดเลือดแดง มีหน้าที่นำออกซิเจนไปยังเซลล์และอวัยวะต่างๆของร่างกาย นอกจากนี้ยังประกอบไปด้วยโปรตีน วิตามินบี แร่ธาตุต่างๆ ทั้งที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและเพิ่มภูมิต้านทานให้แก่ร่างกาย
- Vitamin B complex (Vitamin B1, B3, B6, B12)
วิตามินบี โดยเฉพาะวิตามินบี 1,3,6,12 มีบทบาทสำคัญในกระบวนการผลิตพลังงานในเซลล์ เนื่องจากเป็นตัวช่วยในกระบวนการขนส่งอิเล็กตรอนในไมโตรคอนเดรียที่เป็นแท่นผลิตพลังงานของเซลล์ในร่างกาย ช่วยในกระบวนการเผาผลาญทั้งคาร์โบไฮเดรต โปรตีนและไขมัน และทำให้การย่อยอาหารและการดูดซึมดีขึ้น
- แอล-คาร์นิทีน (L-carnitine)
แอล-คาร์นิทีน เป็นสารชนิดหนึ่งที่ร่างกายสร้างเองได้จากกรดอะมิโน 2 ชนิด คือ Lysine และ Methionine และยังพบได้ในอาหารจากสัตว์เนื้อแดง ผักบางชนิดเช่น อโวคาโด และถั่วหมัก มีบทบาทสำคัญในการผลิตพลังงานระดับเซลล์ โดยช่วยในการลำเลียงไขมันผ่านเยื่อหุ้มเซลล์ของกล้ามเนื้อและใช้นำไปในกระบวนการ Fatty acid oxidation ในไมโตรคอนเดรีย เพื่อไปเป็นแหล่งในการผลิตพลังงานหลักสำหรับหัวใจและกล้ามเนื้อ นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มความไวของตัวรับอินซูลิน เพิ่มการใช้น้ำตาลในเนื้อเยื่อส่วนปลาย และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของอินซูลิน
- ฮีมาโตคอกคัส พลูวิเอลิส (Haematococcus Pluvialis)
เป็นสาหร่ายขนาดเล็กที่พบได้ในประเทศแถบสแกนดิเนเวีย เนื่องจากสาหร่ายชนิดนี้ต้องอยู่ในสภาวะแวดล้อมที่ขาดอาหารและน้ำ และเผชิญกับสภาพอากาศที่ร้อนหรือหนาวเย็นเกินปกติ มันจึงปรับตัวเพื่อให้ตัวเองอยู่รอดโดยผลิตสารสีแดงซึ่งมีคุณสมบัติในการต่อต้านอนุมูลอิสระที่มีชื่อว่า “แอสตาแซนธิน” ขึ้นมาไว้ใช้เป็นเกราะปกป้องนิวเคลียสของเซลล์จากภาวะขาดน้ำและอาหาร โดยแอสตาแซนธิน จัดว่าเป็นสุดยอดของสารต้านอนุมูลอิสระ มีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระที่มากกว่าวิตามินซีถึง 6000 เท่า และ “แอสตาแซนธิน” เป็นหนึ่งในสารต้านอนุมูลอิสระไม่กี่ตัวที่ไม่มีฤทธิ์เร่งการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชัน(Pro-oxidants)
- แมกนีเซียม (Magnesium)
เป็นแร่ธาตุสำคัญที่ช่วยกระตุ้นปฏิกิริยาของเอนไซม์ที่ผลิตพลังงาน(ATP)ต่างๆภายในเซลล์ โดยแต่ละโมเลกุลของ ATP จะจับกับแมกนีเซียมไอออน(Mg2+) เป็น Mg-ATP ซึ่งเป็นโคแฟคเตอร์ ในกระบวนการทำงานต่างๆและส่งพลังงานภายในเซลล์ นอกจากนี้ยังช่วยในกระบวนการเผาผลาญคาร์โบไฮเดรตอีกด้วย
- โคเอนไซม์คิวเทน (Coenzyme Q10)
โคเอนไซม์คิวเทน เป็นสารอาหารคล้ายวิตามิน มีความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับไมโตรคอนเดรียที่เปรียบเสมือนโรงไฟฟ้าของเซลล์ มีหน้าที่ในการสร้างพลังงานให้กับเซลล์ โดยการเผาผลาญอาหารให้เป็นพลังงานผ่านทางกระบวนการที่มีชื่อว่า Kreb’s cycle ดังนั้นอวัยวะที่ต้องใช้พลังงานอยู่ตลอดเวลาอย่างเช่น หัวใจ สมอง และ ต่อมหมวกไต จึงมีความต้องการ โคเอนไซม์คิวเทน เป็นอย่างมาก
- กรดอัลฟาไลโปอิค (Alpha Lipoic Acid)
กรดอัลฟาไลโปอิค เป็นสารคล้ายวิตามิน มีบทบาทสำคัญในการผลิตพลังงาน เนื่องจากเป็นโคเอนไซม์ หรือตัวช่วยเอนไซม์เพื่อให้สร้างพลังงาน ช่วยเพิ่มเมตาบอลิซึมของเซลล์ เพิ่มพลังงานและความสามารถในการซ่อมแซมเซลล์
- กรดโฟลิค (Folic acid)
กรดโฟลิคเราคงจะคุ้นหูมากเวลาที่เรามีภาวะโลหิตจาง หรือ รับประทานตอนตั้งครรภ์ เนื่องจากมีความสำคัญในการสร้างเม็ดเลือดแดง และการสร้างระบบประสาทตั้งแต่เป็นทารก แต่นอกเหนือไปกว่านั้นกรดโฟลิคยังมีบทบาทในการเป็นโคเอ็นไซม์ ที่ช่วยในการสังเคราะห์ดีเอ็นเอ มีความสำคัญต่อการแบ่งตัวและการสร้างเซลล์ใหม่ได้ดี และช่วยในการเมตาบอลิซึมของโปรตีนด้วย
- เบต้ากลูแคน (Beta glucan)
เบต้ากลูแคน เป็นสารที่มีประสิทธิภาพอย่างมากในการเพิ่มภูมิต้านทานให้แก่ร่างกาย โดยหน้าที่หลักของ เบต้ากลูแคน คือ จะไปกระตุ้นการทำงานของแมคโครฟาจ ให้มีความขยันขันแข็ง ไม่ต้องรอให้สิ่งแปลกปลอมมากระตุ้นก็พร้อมที่จะทำงานทุกสถานการณ์ เมื่อร่างกายเกิดสภาวะที่ภูมิต้านทานอ่อนแอ เช่น ขาดการพักผ่อน ทำงานหนัก ไม่สบายมาเป็นเวลานาน ทำให้เม็ดเลือดขาวมีความอ่อนล้า จนไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะป้องกันสิ่งแปลกปลอมได้ เบต้ากลูแคนจะไปช่วยเพิ่มพลังให้กับเม็ดเลือดขาวเหล่านั้น
- สังกะสี (Zinc)
นอกเหนือจากบทบาทของสารต้านอนุมูลอิสระแล้ว สังกะสียังช่วยเพิ่มภูมิต้านทานระดับเซลล์ โดยเพิ่มจำนวนของเม็ดเลือดขาวชนิด ที ลิมโฟไซท์ (T-lymphocyte) ซึ่งเป็นเม็ดเลือดขาวที่สำคัญในต่อสู้กับเชื้อโรคต่างๆ นอกจากนี้สังกะสียังเกี่ยวข้องกับเอนไซม์มากกว่า 200 ชนิด ทั้งที่เกี่ยวข้องกับการต้านอนุมูลอิสระและ การสร้างหน่วยพันธุกรรมอย่างดีเอ็นเอ โดยพบว่าระดับของสังกะสีจะลดลงเมื่อมีอายุมากขึ้น
แหล่งอ้างอิง
- หนังสือรู้สู้โรค โมเลกุลเพื่อชีวิต เพื่อสุขภาพ ของ ศ.นพ.เฉลียว ปิยะชน
- หนังสือเบต้ากลูแคนดีที่สุดในโลก ที่มนุษย์เคยพบ ของ ศ.ดร.นพ.สมศักดิ์ วรคามิน
- Spirulina: Why this algae superfood should be part of your diet?
