Antioxidants ‘Kick free radical out’

  • ชีวิตของเรานั้นอยู่ได้และดำเนินไป โดยใช้พลังงานในร่างกายสำหรับการปรับตัวอยู่ตลอดเวลาเพื่อให้เกิดสมดุลกับสภาพแวดล้อม ขบวนการปรับตัวทางชีวภาพนี้เกิดขึ้นเป็นล้านล้านครั้งต่อวินาทีต่อเซลล์ โดยร่างกายต้องสร้างพลังงานตลอดเวลาซึ่งต้องใช้สารอาหารที่ให้พลังงาน เอนไซม์ วิตามินเกลือแร่และน้ำ และเราต้องหายใจเอาออกซิเจนเข้าไปเพื่อสันดาปพลังงาน เรียกขบวนการนี้ว่า ปฏิกิริยาออกซิเดชั่น (Oxidation) แต่ก็ต้องเกิดของเสียจากการสันดาปนี้ เรียกว่า อนุมูลอิสระเป็นล้านล้านตัวทุกวินาทีในร่างกายของเราเช่นกัน
  • อนุมูลอิสระที่เกิดจากปฏิกริยาออกซิเดชั่นของออกซิเจนไม่ได้มีชนิดเดียว  มันสามารถเกิดปฏิกริยาลูกโซ่เริ่มตั้งแต่
    • ซุปเปอร์ออกไซด์ (Superoxide; O2-*) เป็นอนุมูลอิสระที่เกิดบ่อยที่สุด พบมากที่สุด ซึ่งปกติอนุมูลอิสระชนิดนี้จะถูกจับกินโดย ซุปเปอร์ออกไซด์ดิสมิวเทส (Superoxide dismutase ; SOD) อย่างรวดเร็ว แต่ถ้าขบวนการขจัดพิษนี้เกิดขึ้นไม่เร็วพอ (เพราะ SOD ไม่เพียงพอ) ซุปเปอร์ออกไซด์จะพยายามทำลายผนังเซลล์ จนถึงโครโมโซมหรือทำให้เซลล์กลายพันธุ์เป็นเซลล์มะเร็งได้ ดังนั้นร่างกายจะต้องผลิต SOD ให้เพียงพอ โดยอาศัยแร่ธาตุต่างๆ เช่น ทองแดง, สังกะสี และแมกนีเซียม
    • ไฮโรเจนเพอร์ออกไซด์ (Hydrogen peroxide H2O2) เป็นผลผลิตจากการจับกินอนุมูลอิสระซุปเปอร์ออกไซด์โดย SOD มีความสามารถในการทำลาย ดีเอนเอ ซึ่งมีข้อมูลที่จะสร้างเซลล์ใหม่ ทำให้เซล์เกิดการกลายพันธุ์เป็นเซลล์มะเร็งได้ และอนุมูลชนิดนี้แหล่ะที่ทำปฏิกริยาออกซิไดซ์กับไขมันความหนาแน่นต่ำ (LDL) ในเลือด ทำให้เกิดหลอดเลือดแข็งและอุดตัน ไฮโดรเจนเพอร์ออกไซด์ถูกทำลายได้โดยเอนไซม์คะตาเลส (Catalase) หรือ กลูตาไธโอน เปอร็อคซิเดส (Glutathione peroxidase) ซึ่งร่างกายต้องการซีลีเนียม (Selenium) และ แอล-ซีสเตอีน (L-Cystein) ในการสร้างและเสริมประสิทธิภาพของกลูตาไธโอน
    • อนุมูลไฮดรอคซิล (Hydroxyl radicals ; OH*) หากกลูตาไธโอนไม่สามารถทำลายอนุมูลสิระไฮโดรเจนเพอร์ออกไซด์ได้ ก็จะเกิดอนุมูลไฮดรอคซิลขึ้น ซึ่งเป็นอนุมูลอิสระที่มีอันตรายต่อเซลล์มากที่สุดและเกิดขึ้นเร็วมาก อนุมูลชนิดนี้ถูกกำจัดได้ด้วย เมไธโอนีน รีดัคเตส (Methionine reductase) และ โปรแอนโธไซยานิดินส์ (Pro-anthocyanidins) ที่สกัดได้จากเมล็ดองุ่นและเปลือกสน
    • ออกซิเจนโมเลกุลเดี่ยว (Singlet Oxide) โดยออกซิเจนเมื่อถูกรังสีจากแสงอาทิตย์ พันธะของออกซิเจนจะแตกออกกลายเป็นออกซิเจนโมเลกุลเดี่ยว ซึ่งมีอันตรายต่อ ข้อกระดูกและการอักเสบของดวงตา ทำให้เกิดต้อกระจก และจอประสาทตาเสื่อม สารต้านอนุมูลอิสระออกซิเจนโมเลกุลเดี่ยว ได้แก่ สารในกลุ่มคาร์โรทีนอยส์ เช่น ไลโคปีน(Licopene) ลูทีน(Lutein) ฯลฯ
  • เนื่องจากอนุมูลอิสระมีหลายชนิด สารต้านอนุมูลอิสระแต่ละชนิดไม่สามารถครอบคลุมอนุมูลอิสระได้ครบ เราจึงต้องรับประทานสารอาหารที่ต้านอนุมูลอิสระให้หลากหลายและทำงานเป็นเครือข่ายในการต้านการอักเสบจากการอนุมูลอิสระเหล่านั้น
  • อนุมูลอิสระทั้ง 4 แบบนี้ ยังผลให้เกิด “การเสียหายเครียดเค้นต่อร่างกาย (Oxidative Stress) ก่อให้เกิดโรคมากมาย เช่น โรคข้อเสื่อม ตัอกระจก เบาหวาน หลอดเลือดแข็ง โรคความจำเสื่อม มะเร็งเกือบทุกชนิด และโรคแห่งความชรา โดยอนุมูลอิสระจะไปทำร้ายส่วนต่างๆของเซลล์ คือ
    • ทำให้ผนังเซลล์ฉีกรั่วหรืออุดตัน ทำให้เซลล์ตายก่อนวัยอันควร
    • ทำอันตรายต่อดีเอ็นเอของยีน ทำให้ข้อมูลการแบ่งตัวของเซลล์สับสนเกิดการกลายพันธุ์ได้
    • เกิดขบวนการ Lipid Oxidation ทำให้ไขมันความหนาแน่นต่ำ (LDL) เกิดออกซิเดชั่นเป็นเหตุให้เกิดการอุดตันและการแข็งตัวของหลอดเลือด
    • อนุมูลอิสระทำให้ปฏิกริยาของการผลิตพลังงานของเซลล์ในไมโตคอนเดรียถูกขัดขวาง เซลล์จึงผลิตพลังงานได้ลดลง ร่างกายจึงอ่อนเพลียและต้านทานโรคได้น้อยลงเช่นกัน
    • อนุมูลอิสระทำให้ผนังของไลโซโซมซึ่งเป็นหน่วยของเซลล์ที่มีหน้าที่ผลิตเอนไซม์เสียหาย เอนไซม์ภายในจึงออกมาย่อยกินส่วนต่างๆภายในเซลล์ เซลล์จึงเกิดการเสียหาย
  • สารต้านอนุมูลอิสระมีหน้าที่
    • ป้องกันการก่อเกิดของอนุมูลอิสระและป้องกันโลหะบางชนิดไม่ให้เริ่มปฏิกริยา
    • ยับยั้งปฏิกริยาลูกโซ่ของอนุมูลอิสระ
    • ขจัดอนุมูลอิสระที่ยังหลงเหลือในร่างกาย
    • ขจัดและทดแทนโมเลกุลที่ได้รับความเสียหายเกินกว่าจะซ่อมแซม หรือสารที่ไม่ดีที่เกิดจากอนุมูลอิสระออกไป
  • Oxidation, Glycation and Methylation
    • ร่างกายของเราไม่ได้มีแค่ขบวนการออกซิเดชั่นที่ก่อเกิดอันตรายอย่างเดียว อนุมูลอิสระที่หลงเหลือยังสามารถเกิดปฏิกริยาไกลเคชั่น “Glycation” ซึ่งก่อให้เกิดสารแห่งความเสื่อมชราให้แก่เซลล์ร่างกายของเราด้วย แต่โชคดีที่เรายังมี ปฏิกิริยาเมทิลเลชั่น “Methylation” คอยชะลอความเสื่อมชรานี้ไว้ แต่เมื่อเราอายุมากขึ้น ตัวช่วยเราก็ต่างลดน้อยถอยลง เราจึงต้องคอยใช้สารอาหารเป็นตัวช่วยเราแทนไว้เสมอ
  • สารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญ
    • Broccoli บรอกโคลี มีสารสำคัญที่ชื่อ Sulforaphane คือ สารประกอบที่มีกำมะถันอยู่ในโมเลกุล ทำหน้าที่ในการปกป้อง DNA ไม่ให้ถูกทำลาย และยังมีการส่งเสริมการสร้างสารต้านอนุมูลอิสระที่ทรงพลังอย่างมากในร่างกาย เช่น Glutathione, Thioredoxin และ NQO-1 เป็นต้น ส่งผลให้ตับทำงานกำจัดสารพิษได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น จึงเป็นการช่วยปกป้องอนุมูลอิสระไม่ให้ทำลายเซล์ในร่างกายเราได้อย่างเข้มแข็ง
    • Mangosteen มังคุด เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าเปลือกผลมังคุดมีสรรพคุณทางยามากมาย เนื่องจากประกอบด้วยสารแทนนิน (tannin) 8.8 – 10.5 % ที่มีฤทธิ์แก้อาการท้องเดิน นอกจากนี้ยังมีสารอื่น ๆ อีกหลายชนิด รวมไปถึงสารกลุ่มแซนโธน (Xanthones) ที่ประกอบด้วยสารหลัก คือ แอลฟา-แมงโกสติน (α-mangostin) จากการศึกษาพบว่าสารสกัดจากมังคุดมีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระ และสามารถลดการเกิด Reactive Oxygen Species ได้ อีกทั้งยังสามารถต้านการอักเสบโดยไปลดการหลั่ง cytokine ซึ่งเป็นสารเคมีในร่างกายที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบได้อีกด้วย
    • Haematococcus Pluvialis สาหร่ายฮีมาโตค็อกคัส พลูวิเอลิส เป็นสาหร่ายขนาดเล็กที่พบได้ในประเทศแถบสแกนดิเนเวีย เนื่องจากสาหร่ายชนิดนี้ต้องอยู่ในสภาวะแวดล้อมที่ขาดอาหารและน้ำ และเผชิญกับสภาพอากาศที่ร้อนหรือหนาวเย็นเกินปกติ มันจึงปรับตัวเพื่อให้ตัวเองอยู่รอดโดยผลิตสารสีแดงซึ่งมีคุณสมบัติในการต่อต้านอนุมูลอิสระที่มีชื่อว่า “แอสตาแซนธิน” ขึ้นมาไว้ใช้เป็นเกราะปกป้องนิวเคลียสของเซลล์จากภาวะขาดน้ำและอาหาร โดยแอสตาแซนธิน จัดว่าเป็นสุดยอดของสารต้านอนุมูลอิสระ มีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระที่มากกว่าวิตามินซีถึง 6000 เท่า อีกทั้งแอสตาแซนทีน เป็นหนึ่งในสารต้านอนุมูลอิสระไม่กี่ตัวที่ไม่มีฤทธิ์เร่งการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่น(Pro-oxidants)
    • Acerola Cherry ผลอะเซโรลา เชอร์รี่ อะเซโรลา เชอรี่ เป็นผลไม้ชนิดหนึ่งที่มีลักษณะคล้ายเชอรี่แต่อยู่คนละตระกูล ซึ่งเป็นแหล่งของสารต้านอนุมูลอิสระที่ดี โดยเฉพาะวิตามินซี พบว่าอะเซโรลาเชอรี่ 100 กรัม สามารถให้วิตามินซีชนิดธรรมชาติได้ถึง 1500 – 4500 mg ซึ่งวิตามินซีนี้มีหน้าที่สำคัญในการปกป้องไมโตคอนเดรีย ซึ่งเป็นหน่วยผลิตพลังงานของเซลล์ ต่อการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันจากอนุมูลอิสระต่างๆ ทำให้เซลล์ร่างกายผลิตพลังงานได้ต่อไป นอกจากนี้วิตามินซียังช่วยเสริมประสิทธิภาพของสารต้านอนุมูลอิสระตัวอื่น เช่น วิตามีอี และเบต้าแคโรทีน ทำให้วิตามินซีช่วยลดความเสี่ยงของโรคที่เกิดจากอนุมูลอิสระได้มากมาย ตัวอย่างเช่น โรคมะเร็ง หลอดเลือดและหัวใจ ถุงลมโป่งพองจากการสูบบุหรี่ ต้อกระจก เป็นต้น 
    • Sea Buckthorn ซีบัคธอร์น ซีบัคธอร์น (Sea buckthorn) มีชื่อวิทยาศาสตร์ คือ Hippophae rhamnoides จัดเป็นพืชสมุนไพรที่ถูกบรรจุอยู่ในตำรับยาจีนสมัยโบราณ ในยุคของราชวงศ์ถัง เมื่อกว่าพันปีมาแล้ว โดยพบส่วนใหญ่จะใช้ผล (Berries) ของซีบัคธอร์นรักษาอาการไอ ปรับระบบการไหลเวียนของเลือด และระบบย่อยอาหาร ในปัจจุบันการศึกษาพบว่าซีบัคธอร์นมีฤทธิ์ต้านแบคทีเรีย (Antibacterial activity) สามารถยับยั้งการเจริญของเชื้อหลายชนิดได้ดีทั้ง B. cereus, P. aeruginisa, S. aureus และ E. faecealis อีกทั้งในงานวิจัยอื่น ๆยังพบว่าสารสกัดจากใบของซีบัคธอร์นมีฤทธิ์ต้านไวรัส (Antivirus activity) จำพวก influenza viruses และ herpes viruses อีกด้วย นอกจากนี้ยังมีการศึกษาที่ให้ข้อมูลว่า ซีบัคธอร์นอุดมไปด้วยวิตามินซี และ SOD (Super Oxide Dismutase) ซึ่งเป็นสารที่มีฤทธิ์โดดเด่นด้านการต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant activity) จึงมีส่วนช่วยในการต้านมะเร็งและลดการอักเสบของร่างกาย   
    • Melon เมล่อน ผลไม้ที่เราคุ้นเคยอย่างเมลอน (สายพันธุ์ Cucumis melo L) นั้น จริงๆเเล้วมีสารสำคัญที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระที่เข้มข้น อย่าง Superoxide Dismutase (SOD) ซึ่งก็คือเอนไซม์ที่คอยทำลายอนุมูลอิสระที่เกิดจากการเผาผลาญภายในเซลล์ โดยปกติแล้วร่างกายมนุษย์จะมีเอนไซม์ชนิดนี้ตั้งแต่กำเนิด แต่จะมีปริมาณลดลงเรื่อยๆเมื่อมีอายุเพิ่มขึ้น นอกจาดนี้เมลอนยังมีสารต้านอนุมูลชนิดอื่นๆอีก เช่น Carotenoids, Vitamin A, E, C, Selenium เป็นต้น
    • Turmeric ขมิ้นชัน คนส่วนใหญ่ก็คงคุ้นชินกับขมิ้นชันที่สรรพคุณสำหรับขับลม แก้ท้องอืด แน่นท้อง แต่จริงๆแล้วประโยชน์ของมันมีกว่านั้นมาก แต่ด้วยข้อจำกัดในเรื่องการละลายน้ำ ส่วนใหญ่เราจึงได้แค่ฤทธิ์บรรเทาอาการในระบบทางเดินอาหาร แต่หากเราใช้ขมิ้นชันที่ผลิตขึ้นมาในรูปแบบพิเศษที่ทำให้ละลายได้มากขึ้น ก็จะมีประสิทธิภาพมากขึ้น ฤทธิ์แรกที่โดดเด่นคือการสู้กับสารอนุมูลอิสระหรือสารพิษต่างในร่างกาย โดยขมิ้นชันมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระมากกว่าวิตามินซีถึงสิบเท่า นอกจากนี้ยังช่วยยับยั้งกระบวนการเกิดสารอักเสบภายในร่างกาย จึงนำมาใช้ได้ในโรคข้ออักเสบ โรคภูมิแพ้ โรคหลอดเลือดแข็ง โรคเบาหวานได้
    • L-cysteine / แอล-ซิสเทอีน L-cysteine เป็นกรดอะมิโนจำเป็นชนิดหนึ่งที่เป็นสารตั้งต้นในการสังเคราะห์ glutathione ที่ตับ ซึ่ง glutathione นี้จัดเป็นสารต้านอนุมูลอิสระเข้มข้นที่สำคัญมากในร่างกาย โดยมีหน้าที่หลักในการขจัดอนุมูลไฮโดรเจนเพอร์ออกไซด์ และอนุมูลไฮดรอกซีล (Hydrogen peroxide and Hydroxyl radicals) ทำให้ glutathione สามารถทำลายสารก่อมะเร็งได้กว่า 12 ชนิด แต่ด้วยสิ่งแวดล้อมในปัจจุบันร่างกายอยู่ท่ามกลางสิ่งแวดล้อมที่เป็นมลพิษมากขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งในน้ำ อากาศ และอาหาร ทำให้ร่างกายต้องใช้ glutathione อย่างเต็มที่ ทำให้มันมีปริมาณลดลง ฉะนั้นเราจึงจำเป็นที่จะต้องจัดหาวัตถุดิบสำคัญอย่างซิสเทอีนเพื่อที่จะให้ร่างกายสังเคราะห์ glutathione ได้อย่างเพียงพอต่อไป
    • Zinc หรือ สังกะสี มีหน้าที่ช่วยในการทำงานของเอนไซม์ในร่างกายกว่า 200 ชนิด โดยเฉพาะที่ทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ คือ Superoxide Dismutase (SOD) และเอนไซม์ต่างๆที่มีส่วนช่วยสร้าง DNA และ RNA หรือก็คือหน่วยพันธุกรรมที่บรรจุอยู่ในทุกเซลล์ของร่างกาย แต่ระดับของสังกะสีในร่างกายจะลดลงเมื่ออายุเพิ่มขึ้น ซึ่งสัมพันธ์กับปัญหาต่างๆที่เกิดเมื่ออายุเพิ่มขึ้น เช่นภูมิคุ้มกัน จอประสาทตาเสื่อม รวมไปถึงมะเร็ง โดยมีการศึกษาพบว่าในมะเร็งหลอดอาหาร หลอดลม และต่อมลูกหมาก จะพบระดับสังกะสีในรูปแบบ SOD ลดลงในเซลล์ที่กลายเป็นมะเร็ง ดังนั้นการรักษาระกับสังกะสีให้เพียงพอในร่างกายจึงเป็นสิ่งสำคัญ
    • Coenzyme Q10 / โคเอนไซม์คิวเท็น โคคิวเทน (CoQ10) เป็นสารที่คล้ายวิตามิน ที่พบอยู่ในทุกเซลล์ของร่างกาย เป็นตัวที่คอยจุดชนวนการสร้างพลังงานให้แก่เซลล์ให้มีพลังในการทำหน้าที่ต่างๆเป็นไปอย่างสมบูรณ์ยิ่งขึ้น หรือที่เราเรียกกันว่า ‘โคเอนไซม์’ นั่นเอง นอกจากนี้โคคิวเทนยังเป็นสารต้านอนุมูลอิสระชั้นสูง ที่คอยต้านอนุมูลอิสระต่างๆที่เป็นต้นเหตุสำคัญของโรคต่างๆ โดยเฉพาะโรคทางหัวใจและหลอดเลือดนั่นเอง
    • Boron / โบรอน โบรอนเป็นแร่ธาตุชนิดหนึ่งที่มีความสำคัญต่อร่างกาย ปัจจุบันในวงการแพทย์พบว่านอกจากจะโบรอนมีความเกี่ยวข้องกับความหนาแน่น ความแข็งแรง และความยืดหยุ่นในมวลเนื้อกระดูกแล้ว ยังสามารถช่วยเพิ่มมวลกล้ามเนื้อได้ นอกจากนี้โบรอนเข้าไปมีส่วนช่วยใน Anti-Aging Process หรือการชะลอความแก่ชราของเนื้อเยื่อต่าง ๆ จึงสามารถช่วยปรับสมดุลฮอร์โมนในผู้หญิงได้ โดยเฉพาะช่วงวัยหมดประจำเดือน
    • Viamin D3 / วิตามินดี3 อย่างที่เราทราบกันดีว่า วิตามินดีมีหน้าที่หลักช่วยในการดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัส ซึ่งเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของกระดูกและฟัน ช่วยป้องกันโรคกระดูกบาง (osteopenia) และกระดูกพรุน (osteoporosis) แต่เราทราบหรือไม่ว่าวิตามินดี ยังมีหน้าที่สำคัญในการช่วยลดสารอนุมูลอิสระ ได้แก่ protein carbonyl (สารที่ก่อให้เกิดการทำลายของโปรตีนในเซลล์) และระดับไขมันในเลือด จากการศึกษาพบว่าวิตามินดีช่วยให้ผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และมีการศึกษาที่สนับสนุนผลของวิตามินดีต่อการฟื้นฟูสมรรถภาพทางร่างกาย และช่วยลดการเกิดสภาวะเครียดออกซิเดชั่น (oxidative stress) ซึ่งช่วยชะลอการแก่ของเซลล์ต่างๆได้

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

Braun, L. (Volume 2 (p. 1009-1010)). Herbs and Natural Supplements. Elsevier Health Sciences APAC. Kindle Edition.

L Ahasan, e. a. (2021, May). The effects of superoxide dismutase-rich melon pulp concentrate on inflammation, antioxidant status and growth performance of challenged post-weaning piglets. Retrieved from https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/29909802/

Manoy P, Y. P. (2017, May). Vitamin D supplement improves quality of life and physical performance in osteoarthritis patients. Nutrients , 799. Retrieved from 3. Manoy P, Yuktanandana P, Tanavalee A, et al. Vitamin D supplement improves quality of life and physical performance in osteoarthritis patients. Nutrients 2017;9:799.

นงนุช เมธียนต์พิริยะ. (เมษายน 2564). อะเซโรลา เชอร์รี่ (Acerola Cherry). เข้าถึงได้จาก http://www.dss.go.th/images/st-article/bsp_3_2550_acerola.pdf

ภก.ผศ.ดร.ณัฐธัญ เจริญศรีวิไลวัฒน์. (ม.ป.ป.). รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการพัฒนาเจลไวต่ออุณหภูมิที่บรรจุสารสกัดเปลือกมังคุดสำหรับแผลในปาก. เข้าถึงได้จาก https://dspace.lib.buu.ac.th/bitstream/1234567890/3946/1/2564_088.pdf

ศ.นพ.เฉลียว ปิยะชน. (2553). หนังสือรู้สู้โรค โมเลกุลเพื่อชีวิต เพื่อสุขภาพ. กรุงเทพฯ: ตถาตา พับลิเคชั่น จำกัด.

องค์การเภสัชกรรม. (พฤษภาคม 2564). R&D Newsletters. เข้าถึงได้จาก https://www.gpo.or.th/uploads/file/202007/6c1e6ad2983979873c3aed63c72fcc9d.pdf