ความลับของจุลินทรีย์เพื่อนแท้

9 ความลับที่คุณยังไม่รู้

จุลินทรีย์ตัวดี เพื่อนแท้ มาเฟียใหญ่ประจำร่างกาย

ร่างกายของเรามีสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กมากๆ อาศัยอยู่อย่างมากมาย โดยมีการประเมินว่า สิ่งมีชีวิตเหล่านั้น หากนำมาชั่งรวมๆ กัน จะมีน้ำหนักเกือบ 2 กิโลกรัมเลยทีเดียว

ในส่วนต่างๆ ของร่างกายของเราเช่น ผม ผิวหนัง ช่องปาก กระเพาะอาหาร ทางเดินอาหาร ทางเดินหายใจ ตลอดไปจนถึง ช่องคลอด มีสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กๆ ที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า อาศัยอยู่ โดยเฉพาะ เชื้อแบคทีเรีย (จุลินทรีย์ชนิดหนึ่ง)  อย่าเพิ่งตกใจ หรือวิตกกังวล เตรียมหาน้ำยาฆ่าเชื้อมาจัดการ เพราะ แบคทีเรียเหล่านี้ คือ แบคทีเรียประจำถิ่น หรือแบคทีเรียตัวดี ที่ร่างกายของเราจำเป็นต้องมี จำเป็นต้องเลี้ยงเอาไว้ เนื่องจากประโยชน์ในการมีอยู่ของมัน ช่วยให้เรามีสุขภาพที่ดี ซึ่งเจ้าแบคทีเรียตัวดี นั้นคือ “โปรไบโอติกส์ (Probiotics)” นั่นเอง

แต่ในความเป็นจริง ยังมีสิ่งมีชีวิตตัวเล็กๆ อื่นๆ ที่นอกเหนือจากเชื้อแบคทีเรียในร่างกายของเราอีกด้วย นั่นคือ เชื้อไวรัส เชื้อรา และโปรโตซัว ดังนั้น ชื่อที่ถูกต้อง หากเราต้องการเรียกเชื้อต่างๆ เหล่านี้ในร่างกายของเราแบบรวมๆ เราควรเรียกว่า “ไมโครไบโอต้า (Microbiotas)”

สารบัญ

ความลับที่ 5. จุลินทรีย์ตัวดี เพื่อนแท้เราคือใคร

จุลินทรีย์ตัวดี-เพื่อนแท้ของร่างกาย

จุลินทรีย์ตัวดี ใช้เรียกจุลินทรีย์ชนิดดี ที่ช่วยควบคุมสมดุลในร่างกายของเราให้มีสุขภาพที่ดี และปราศจากโรค โดยจุลินทรีย์ประจำถิ่นใด ก็จะดูแลสมดุลของอวัยวะส่วนนั้นแตกต่างกันไป แต่หน้าที่หลักของจุลินทรีย์ตัวดี คือ คอยยึดเกาะตามผนังเซลล์ของอวัยวะที่มันดูแลอยู่ เพื่อไม่ให้เชื้อโรคมารุกราน ฟังดูเหมือนมีลูกพี่ หรือเพื่อนซี้ที่ทรงพลังคอยดูแล และจุลินทรีย์ตัวดียังช่วยย่อยใยอาหารให้กลายเป็นกรดไขมันสายสั้น ที่เป็นอาหารของผนังลำไส้ ทำให้ลำไส้ของเราแข็งแรง ไม่ไวต่อสิ่งกระตุ้นต่างๆ ไปจนถึง ช่วยกระตุ้นภูมิต้านทานในร่างกาย เป็นต้น

ในปัจจุบันมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่สนับสนุนว่า จุลินทรีย์ตัวดีหลายๆ สายพันธุ์สามารถป้องกัน และรักษาโรคติดเชื้อ หรือโรคที่เกิดจากความผิดปกติต่างๆ ของร่างกาย และยังช่วยลดความรุนแรง หรือลดระยะเวลาของการเป็นโรคได้ โดยพบว่าการมีจำนวนจุลินทรีย์ตัวดีในลำไส้ลดลง สัมพันธ์กับการเพิ่มขึ้นของอัตราการเกิดโรคภูมิแพ้ หอบหืด โรคอ้วน เป็นแผลเรื้อรัง หรือผิวหนังอักเสบ

ลำไส้ เป็นอวัยวะที่มีความเกี่ยวข้องกับปัญหาสุขภาพมากที่สุด แต่กลับถูกมองข้าม และถูกละเลยมากที่สุด ลำไส้เปรียบเสมือนสมองที่สองของร่างกาย เนื่องจากลำไส้มีระบบสั่งการให้ทำงานได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องผ่านสมอง และลำไส้ยังเป็นหน่วยสร้างภูมิต้านทานให้แก่ร่างกาย โดยพบว่าเซลล์ภูมิต้านทานของร่างกายกว่าร้อยละ 70 อยู่ที่ลำไส้ งานวิจัยเมื่อไม่นานมานี้ระบุว่า การมีปัญหากระเพาะและลำไส้ ทำให้มีโอกาสที่จะเป็นโรคต่างๆ ง่ายขึ้นด้วย เช่น ไข้หวัด ดังนั้น การดูแลลำไส้ให้แข็งแรง ด้วยการรักษาจุลินทรีย์ตัวดีไว้ในลำไส้อย่างสม่ำเสมอ จึงเป็นทางออกของการมีสุขภาพอย่างยั่งยืนอย่างแท้จริง ดังคำกว่าที่ว่า “สุขภาพดี เริ่มต้นที่ลำไส้”

ทำไมต้องเข้าใจเพื่อนจุลินทรีย์ตัวดี

โปรไบโอติกส์ (Probiotics)” คือ กลุ่มของจุลินทรีย์ที่เป็นเหมือนเพื่อนซี้ประจำร่างกายของเรา การได้รู้จักเพื่อนเป็นอย่างดี จะทำให้เราคบกันได้นาน แต่หากเรายังรู้จักเพื่อนเราไม่ดี ก็คงจะคบกันได้ไม่นาน  การรับประทานโปรไบโอติกส์ก็เช่นกัน บางคนอาจพบปัญหาว่าทำไมถึงรับประทานโปรไบโอติกส์ไปแล้วถึงยังไม่ได้ผล ดังนั้น เราจำเป็นที่จะต้องเข้าใจการทำงาน และวิธีการรับประทาน เพื่อให้เกิดประสิทธิผล และประสิทธิภาพสูงสุดก่อน

ก่อนอื่นเราต้องรู้เสียก่อนว่า แบคทีเรียสายพันธุ์ใด มีถิ่นดั้งเดิมบริเวณใดในร่างกายของเรา เช่น

    • ต่างถิ่น คือ ถ้าแหล่งอาศัยดั้งเดิมในร่างกายของแต่ละสายพันธุ์อยู่บริเวณใด ก็จะมีประโยชน์สำคัญต่ออวัยวะนั้นๆได้ดี เช่น 
      • สายพันธุ์ Lactobacillus ทำหน้าที่เปรียบเสมือนผู้พิทักษ์ลำไส้ และช่องคลอด
      • สายพันธุ์ Staphylococcus epidermidis เป็นเจ้าพ่อผู้ดูแลผิวพรรณของเรา
      • สายพันธุ์ Bifidobacteria พบมากที่ลำไส้ ทำหน้าที่สารพัดประโยชน์ เช่น ช่วยหมักอาหารเพื่อเปลี่ยนเป็นพลังงาน, ปรับสมดุลย์ภูมิต้านทาน ฯ
    • ต่างนิสัย
      • สายพันธุ์ Bacillus coagulans เป็นสายพันธุ์ที่ทนทานต่อสภาพแวดล้อมต่างๆ ได้ดี ทนสภาวะ ความเป็นกรด หรือด่าง ได้สูง และทนทานต่ออุณหภูมิสูงได้ จึงนิยมนำมาใช้แก้ไข หรือรักษาโรคที่เกี่ยวข้องกับโรคทางเดินอาหาร
      • สายพันธุ์ Lactobacillus rhamnosus GG เป็นสายพันธุ์ที่เจริญเติบโตเป็นโคโลนีในลำไส้ได้ดี ทำหน้าที่ต้านการติดเชื้อในลำไส้ และช่วยปรับสมดุลย์ของระบบภูมิต้านทานได้ดี สามารถนำไปใช้แก้ไข หรือรักษาอาการท้องเสีย หรือภูมิแพ้ได้

ดังนั้น การรับประทานโปรไบโอติกส์ เราจึงจำเป็นต้องเลือกสายพันธุ์ให้ถูกต้อง และใช้ประโยชน์จากนิสัย หรือเลือกใช้โปรไบโอติกส์ที่มีคุณสมบัติตรงกับปัญหาสุขภาพของเรา ด้วย ตัวอย่างเช่น หากเรานำสายพันธุ์ Lactobacillus rhamnosus GG ไปใช้แก้ไข หรือรักษาโรคติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ ก็อาจจะไม่ผล เป็นต้น

การรับประทานโปรไบโอติกส์ที่ดีและถูกต้อง ควรรับประทานให้หลากหลายสายพันธุ์เพื่อให้สามารถดูแลสุขภาพได้รอบด้าน

ในการรับประทานโปรไบโอติกส์เข้าสู่ร่างกาย เพื่อส่งต่อไปยังพื้นที่เป้าหมาย โดยเฉพาะบริเวณลำไส้ จะต้องผ่านอุปสรรคมากมาย เช่น กรดจากกระเพาะอาหาร ด่างจากน้ำดี หรือ การผ่านอุณหภูมิที่สูงจากขั้นตอนการขนส่ง หรือเก็บรักษา โปรไบโอติกส์อยู่ในผลิตภัณฑ์หลากหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยี และนวัตกรรม ที่แต่ละบริษัทจะเลือกใช้ ทำให้เราจำเป็นต้องคำนึงถึงปัจจัยต่างๆ ข้างต้นให้ดี เช่น การรับประทานโปรไบโอติกส์ชนิดแคปซูลเข้าสู่ร่างกาย ก็ต้องมั่นใจว่าถูกบรรจุในแคปซูลที่ดี สามารถป้องกันการทำลายประสิทธิภาพของโปรไบโอติกส์ที่อยู่ด้านใน สามารถป้องกันการทำลายของ กรด ด่าง ความชื้น เพื่อให้ส่งไปยังลำไส้ของเราได้อย่างปลอดภัย หากเราเลือกรับประทานสายพันธุ์ที่ไม่ทนต่อสภาพแวดล้อมเหล่านี้ ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีแคปซูลที่ดี หรือ ใช้บรรจุภัณฑ์ไม่ดีพอ  การบริโภคสิ่งที่เราเชื่อว่า คือ โปรไบโอติกส์อย่างดี ก็ไม่ต่างอะไรกับการรับประทานผงแป้งเปล่าๆ เข้าไปนั่นเอง

คงไม่มีใครจะไปอยู่บ้านที่สกปรก โปรไบโอติกส์ก็เช่นกัน  การรับประทานโปรไบโอติกส์ให้ได้ประสิทธิผล และประสิทธิภาพ นอกเหนือจากปัจจัยการคัดเลือกสายพันธุ์ที่ถูกต้อง และต้องมั่นใจว่า ส่งโปรไบโอติกส์เข้าสู่เป้าหมายอวัยวะอย่างปลอดภัยแล้ว อย่าลืมว่า การดูดซึม ของลำไส้ของเรา ก็มีความสำคัญมากเช่นกัน ผนังลำไส้ของเราจะมีส่วนของวิลไล ซึ่งมีลักษณะคล้ายนิ้วมือขนาดเล็กมากๆ ยื่นออกมาจากผนังลำไส้ และจะมีเมือกลื่นๆเกาะติดบริเวณนั้น ซึ่งเป็นที่ยึดเกาะของจุลินทรีย์ตัวดีต่างๆ ถ้าเราไม่ทำความสะอาดลำไส้ให้ดี หรือ คนที่ท้องผูกบ่อยๆ ก็จะมีคราบตะกรัน เกาะติดบริเวณนั้น ไม่เหลือพื้นที่ให้จุลินทรีย์ตัวดียึดเกาะ และเจริญเติบโต

การทำความสะอาดลำไส้ เพื่อล้างคราบตะกรัน จากอาหารที่เรารับประทานอยู่ทุกวัน จะทำให้จุลินทรีย์มีพื้นที่ในการยึดเกาะกับผนังลำไส้มากขึ้น และเอื้อประโยชน์แก่การเจริญเติบโต ดังนั้น การรับประทานโปรไบโอติกส์ให้ได้ผลดี ควรต้องมีการทำความสะอาดลำไส้ให้สะอาดเสียก่อน เช่น การดีท๊อกซ์ลำไส้ การทานอาหารที่มีกากใยสูง เป็นต้น  ไม่เช่นนั้น หากลำไส้ของเรายังสกปรกอยู่ จุลินทรีย์ก็ไม่สามารถเกาะตัว และเติบโตในลำไส้ของเราได้ ต่อให้เรารับประทานโปรไบโอติกส์มากเพียงใด ก็จะไม่สามารถจะช่วยให้สุขภาพของเราดีขึ้นได้เลย

ดังนั้น อย่าลืมทำบ้านให้น่าอยู่ เพื่อให้คู่หูจุลินทรีย์อยู่กับเราไปนานๆ และเจริญเติบโตได้ดี

เนื่องจาก โปรไบโอติกส์ คือ จุลินทรีย์ตัวดีที่มีชีวิต จึงมีความจำเป็นต้องกินอาหารเลี้ยงเชื้อ ซึ่งเราจะเรียกอาหารของโปรไบโอติกส์ ว่า “พรีไบโอติกส์ (Prebiotics)”  ซึ่งพรีไบโอติกส์ในธรรมชาติ สามารถพบได้ใน กล้วย แอปเปิ้ล ขึ้นฉ่าย บล็อคโคลี และ ธัญพืชต่างๆ เป็นต้น 

ผลิตภัณฑ์ที่ดีควรจะมีทั้งเชื้อ และอาหารเลี้ยงเชื้อร่วมกัน ซึ่งเรียกว่า “ซินไบโอติกส์ (Synbiotics)”

หากเราเลี้ยงดูเพื่อนเรามาเป็นอย่างดี แล้วจู่ๆ ก็ส่งอาวุธไปทำลายล้าง เราก็คงไม่ต่างอะไรกับ เพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด โปรไบโอติกส์ เป็นเพื่อนแท้ที่สำคัญของร่างกาย ซึ่งในคนที่มีสมดุลย์ของโปรไบโอติกส์อยู่ในตัว มักไม่ค่อยมีโอกาสที่จะได้ทำลายล้างจุลินทรีย์ตัวดีออกจากร่างกายเท่าใดนัก  ดังนั้น การทำลายล้างโปรไบโอติกส์ มักเกิดกับคนที่มีระดับโปรไบโอติกส์ในร่างกายต่ำอยู่แล้ว เช่น คนป่วย หรือผู้สูงวัย และอาวุธที่มักเอาไปทำร้ายเพื่อนโดยไม่รู้ตัว ก็คือ การรับประทานยาปฏิชีวนะบ่อยๆ ก็เป็นการทำลายล้างอย่างไม่เลือกหน้า

พฤติกรรมที่ทำลายล้างจุลินทรีย์ตัวดี ในร่างกายของเราคือ
– การรับประทานยาปฏิชีวนะบ่อยๆ จากคนที่ภูมิคุ้มกันน้อยกว่าปกติอยู่แล้ว เมื่อรับยาปฏิชีวนะเข้าไปเป็นระยะๆ ทำให้ทั้งแบคทีเรียตัวดี และแบคทีเรียตัวร้าย ตายเรียบไม่เลือกหน้า
– การรับประทานยาลดกรดเป็นประจำ ทำให้สภาพความเป็น กรด-ด่างในทางเดินอาหารเสียไป จนรบกวนสมดุลย์ของแบคทีเรียในลำไส้ เรียกว่า ถ้าไม่ตาย ก็เลี้ยงไม่โต
– การสวนล้างช่องคลอด จนทำให้เชื้อ Lactobacillus อยู่ในสภาพที่ไม่เหมาะสมในการเจริญเติบโต เป็นการรบกวนสมดุลย์ของจุลินทรีย์ จนทำให้เราติดเชื้อในช่องคลอดได้ง่ายขึ้น 

แต่หากเราเจ็บป่วย และหลีกเลี่ยงพฤติกรรมต่างๆ เหล่านี้ไม่ได้  เราก็ควรจะหาโปรไบโอติกส์มารับประทาน เพื่อเพิ่มจำนวนโปรไบโอติกส์เข้าสู่ร่างกาย และ เพื่อให้สมดุลย์ของจุลินทรีย์ในร่างกายของเรา กลับเข้าสู่สภาวะปกติ

แม้เราเลี้ยงเชื้อไว้ในร่างกายอย่างดีแค่ไหน เชื้อก็มีวันตาย เหมือนที่ทุกอย่างต้องมีวันหมดอายุขัย เป็นธรรมดา ดังนั้น วิธีการเพิ่มจุลินทรีย์ตัวดีเข้าร่างกาย เราควรเลือกรับประทานโปรไบโอติกส์ที่ดี มีคุณภาพ และทานให้ต่อเนื่องสม่ำเสมอ เพื่อให้สามารถชดเชยส่วนที่ตาย หรือหมดอายุไปในแต่ละวัน ทำให้ร่างกายของเราอยู่ในสภาวะสมดุล เพื่อความแข็งแรง แข็งแกร่ง ในทุกวันได้

ตัวอย่างจุลินทรีย์โปรไบโอติกส์ ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย

ตัวอย่างจุลินทรีย์โปรไบโอติกส์-ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย

Bacillus Coagulans : ช่วยปรับลำไส้ เพิ่มภูมิต้านทาน

โปรไบโอติกส์สายพันธุ์นี้ มีจุดเด่น คือสามารถสร้าง endospore เหมือนเป็นเกราะที่คอยปกป้องตัวเอง ทำให้ทนทานต่อสภาพแวดล้อมที่รุนแรงได้ เช่น มีอัตราการรอดชีวิตสูง แม้เก็บที่อุณหภูมิห้องนานถึง 3 ปี หรือ ทนอุณหภูมิสูงได้ถึง 105 องศาเซลเซียส และด้วยคุณสมบัติเหล่านี้ ทำให้ไม่ถูกทำลายระหว่างกระบวนการผลิต และการขนส่ง รวมถึง ยังทนต่อสภาวะกรดในกระเพาะอาหาร และสภาวะของเกลือน้ำดีได้ ทำให้มีปริมาณเชื้อที่เพียงพอที่จะผ่านลำไส้เล็ก ไปถึงลำไส้ใหญ่ และก่อให้เกิดประโยชน์ต่อร่างกาย และช่วยในการรักษาอาการ ดังต่อไปนี้

    • ท้องผูก โดยพบว่า ทำให้อุจจาระมีลักษณะที่ดีขึ้น ช่วยลดกลิ่นที่รุนแรง และเพิ่มจำนวนครั้งในการขับถ่าย ในการทดลองพบว่า ผู้เข้าร่วมการทดลองมีอัตราการสนองตอบถึง 70% หลังจากได้รับประทาน Bacillus coagulans ขนาด 300-750 M CFU/วัน เป็นระยะเวลา 2-10 วัน
      (CFU = Colony Forming Unit คือ จำนวนหน่วยที่ได้จากการตรวจนับปริมาณจุลินทรีย์)
    • ลำไส้แปรปรวน จากการศึกษาพบว่า Bacillus coagulans สามารถลดอาการ ปวดท้อง ท้องอืด ท้องเสีย ได้อย่างมีนัยสำคัญ เมื่อรับประทานติดต่อกันอย่างน้อย 12 สัปดาห์
    • ท้องเสีย จากการศึกษาพบว่า Bacillus coagulans สามารถลดอาการท้องเสียฉับพลัน ท้องเสียจากการติดเชื้อไวรัสโรต้า และท้องเสียจากการรับประทานยาปฏิชีวนะ ได้อย่างมีนัยสำคัญ เมื่อรับประทาน Bacillus coagulans ขนาด 100-600 M CFU/วัน เป็นระยะเวลา 2-12 วัน 
    • ช่วยปรับสมดุลของจุลินทรีย์ต่างๆ ในร่างกาย
    • ช่วยปรับสมดุลของระบบภูมิต้านทานในร่างกาย
    • ช่วยลดสารก่อการอักเสบ โดยมีการศึกษาในหนู พบว่า Bacillus coagulans สามารถควบคุม pro-inflammatory cytokines ได้ จึงช่วยลดอาการอักเสบในหนูที่เป็นโรครูมาตอยได้
    • ฤทธิ์ต้านมะเร็ง มีการศึกษาพบว่า Bacillus coagulans สามารถลดการเจริญของเซลล์มะเร็งในมนุษย์ได้ โดยไปชักนำการเกิดการตายของเซลล์มะเร็งในลำไส้ใหญ่ (apoptosis)
    • ประโยชน์ในด้านอื่นๆ เช่น ช่วยลดคอเลสเตอรอล, ช่วยรักษาอาการติดเชื้อแบคทีเรียในช่องคลอด, ช่วยยับยั้งการติดเชื้อ E.coli, ช่วยลดอาการ lactose intolerance หรืออาการแพ้น้ำตาลแล็คโตส ได้ เป็นต้น

Lactobacillus rhamnosus GG (LGG) : ภูมิแพ้ ผื่นผิวหนัง

โปรไบโอติกส์สายพันธุ์นี้ มีจุดเด่น คือ เจริญเติบโตได้เป็นกลุ่มๆ ทำให้สามารถยึดเกาะผนังลำไส้ได้ดี ไม่หลุดง่าย เป็นสายพันธุ์ที่โดดเด่นในด้าน บรรเทา ลดอาการภูมิแพ้ต่างๆ โดยมีการศึกษาถึงความปลอดภัย พบว่า คุณแม่ตั้งครรภ์สามารถรับประทานได้ เพื่อป้องกันการเกิดภูมิแพ้ผิวหนังในเด็กเมื่อคลอดออกมา

จากการศึกษา โดยการให้คุณแม่ที่ตั้งครรภ์ และมีประวัติเป็นโรค Atopic Dermatitis หรือ โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง ซึ่งเป็นโรคผื่นแพ้กรรมพันธุ์ สามารถถ่ายทอดจากแม่สู่ลูกได้  ให้คุณแม่รับประทาน LGG จำนวน 10,000 M CFU/วัน เป็นเวลา 2-4 สัปดาห์ พบว่า สามารถลดอุบัติการณ์การเกิดผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง เมื่อเด็กอายุครบ 2 ปี, 4 ปี, 7 ปี ได้ 49%, 43% และ 36% ตามลำดับ

Lactobacillus acidophilus : แพ้น้ำตาลแลคโตส

โปรไบโอติกส์สายพันธุ์นี้ มีจุดเด่น คือ ตัวมันสามารถผลิตกรด lactic ได้ โดยการไปผลิตเอนไซม์ Lactase ให้ไปย่อยน้ำตาล Lactose จากน้ำตาลและนม จนได้เป็นกรด Lactic ออกมา ทำให้สามารถนำไปใช้ในการบรรเทาอาการแพ้น้ำตาลแลคโตส (Lactose intolerance) หรือที่เรียกว่า “แพ้นม” ได้

ผลการศึกษาในผู้มีภาวะแพ้น้ำตาลแลคโตส จากการให้รับประทาน Lactobacillus acidophilus เป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์ พบว่า สามารถบรรเทาอาการแพ้น้ำตาลแลคโตส เช่น การปวดท้อง ท้องอืด คลื่นไส้ ได้อย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนี้ยังมีการศึกษาเพิ่มเติมว่า Lactobacillus acidophilus สามารถช่วยป้องกันการติดเชื้อได้ จากการศึกษาในเด็กที่มีอายุ 3-5 ปี จำนวน 326 คน เป็นระยะเวลา 6 เดือน พบว่า สามารถลดอุบัติการณ์การเป็นไข้ลงได้ถึง 73% ลดอาการไอลงได้ 62% และช่วยลดการใช้ยาปฏิชีวนะลงได้ถึง 84%

Bifidobacterium longum (B. longum) : จุลินทรีย์ตัวดี ที่พบในน้ำนมแม่

เป็นจุลินทรีย์ตัวดี ที่มักอาศัยอยู่บริเวณทางเดินอาหาร และ เป็นแบคทีเรียที่มักพบในน้ำนมแม่ เป็นสายพันธุ์ที่มีประโยชน์หลายด้าน เช่น

    • ช่วยเรื่องระบบลำไส้ ปรับค่า pH หรือ ค่าความเป็น กรด-ด่าง ในลำไส้ ให้เหมาะสม เพื่อสร้างสมดุลทางเดินอาหารให้แข็งแรง และยังช่วยต้านการอักเสบจากโรคโครห์น (โรคที่เกิดการอักเสบเรื้อรังของระบบทางเดินอาหาร หรือลำไส้) และ โรคลำไส้อักเสบ รวมถึง ลดอาการโคลิกในเด็กทารก เป็นต้น
    • เพิ่มภูมิต้านทาน ลดอาการภูมิแพ้ ป้องกันการติดเชื้อต่างๆ ในร่างกาย และลดสารก่อภูมิแพ้ต่างๆ ในร่างกาย
    • นอกจากนี้ ยังมีส่วนช่วยในการสังเคราะห์วิตามิน B ที่มีผลในการลดระดับของกรดอะมิโนที่เกิดจากการย่อยสลายสารอาหารประเภทโปรตีน หรือเรียกง่ายๆ ว่า ลดระดับ homocysteine ในเลือด ป้องกันการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดในอนาคต และมีงานวิจัยพบว่า B.longum สามารถลดภาวะโรคซึมเศร้า และลดระดับไขมันคอเลสเตอรอลได้อีกด้วย

Bifidobacterium lactis (B. lactis) : จับไวรัส ป้องกันภาวะอ้วนหลังคลอด

โปรไบโอติกส์สายพันธุ์นี้ มีจุดเด่นคือ เป็นสายพันธุ์ที่ทนทานต่อกรด และน้ำดี ในทางเดินอาหารของมนุษย์ได้ดี ทำให้ สามารถมีชีวิตรอดปลอดภัยเมื่อไปถึงลำไส้ โปรไบโอติกส์สายพันธุ์นี้มักพบได้ในเด็กสุขภาพดีที่ดื่มน้ำนมแม่ มีคุณสมบัติช่วยย่อยอาหาร ลดการอักเสบ ต่อต้านการติดเชื้อ และมีความสัมพันธ์กับการเพิ่มภูมิต้านทาน

    • สายพันธุ์ LGG และ Lactis สามารถจับไวรัสหลายชนิด เช่น ไวรัสโรต้า (Rota virus) ที่ทำให้เกิดอาการท้องเสียได้
    • และยังมีการศึกษาพบว่า Lactis สามารถป้องกันภาวะอ้วนหลังคลอดได้ โดยให้คุณแม่ที่ตั้งครรภ์ไตมาสแรกรับประทาน LGG และ B.lactis ไปจนถึงระยะหลังคลอด 6 เดือน พบภาวะอ้วนลงพุงในกลุ่มที่รับประทานโปรไบโอติกส์เพียง 25% ในขณะที่กลุ่มที่ไม่ได้รับประทานโปรไบโอติกส์มีภาวะอ้วนลงพุงถึง 43%

ผลิตภัณฑ์แนะนำ

ไบโอต้าไฟว์-Biota-5-ปรับสมดุลลำไส้-แคปซูล

Biota5

Biota5 รวบรวมพลัง โปรไบโอติกส์ 5 สายพันธุ์ ไว้ด้วยกัน เพื่อดูแลสุขภาพคุณ ไบโอต้าไฟว์ เป็น ซินไบโอติกส์ ที่มีทั้ง เชื้อจุลินทรีย์ตัวดี และอาหารเลี้ยงเชื้อจุลินทรีย์ นวัตกรรมใหม่ บรรจุแคปซูลที่สามารถปกป้องและส่งเชื้อให้อยู่รอดปลอดภัย ไปทำงานที่ลำไส้ สูตรเฉพาะของ Vitech เท่านั้น

ร่วมแสดงความคิดเห็น