“โรคไข้หูดับ” : ความสูญเสียที่ไม่ควรเกิด
ข่าวร้อนเกี่ยวกับสุขภาพและโรคภัยไข้เจ็บ ขึ้นฟีด ทุกสื่อ ยกข่าวที่เราเห็น พาดหัว “อาจารย์สาวหั่นหมูทำหมูกะทะ มือเป็นแผล ติดเชื้อ เสียชีวิตด้วย “โรคหูดับ” : ไทยรัฐ 22 มิ.ย. 2564
จากเนื้อข่าว “อาจารย์สาววัย 49 ปี ป่วยโรคไข้หูดับ เสียชีวิต หลังซื้อเนื้อหมูมาทำหมูกะทะ และพบว่า ลงมือหั่นหมูทั้งที่ มือเป็นแผล กระทั่งเชื้อเข้าไปในกระแสเลือด แพทย์เตือนอย่าตระหนก เลี่ยงสัมผัสเนื้อหมู หากมีแผล กินอาหารปรุงสุกปลอดภัย จากกรณี งานระบาดวิทยาสำนักงานสาธารณสุข ได้รับแจ้งจากโรงพยาบาลกรุงเทพพิษณุโลกว่า พบผู้เสียชีวิตโดย “โรคไข้หูดับ” จำนวน 1 ราย เป็นเพศหญิงอายุ 49 ปี ในพื้นที่ตำบลพลายชุมพล อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก ทีม PCC โรงพยาบาลพุทธชินราช จึงได้ดำเนินการสอบสวนโรคในพื้นที่ ผลยืนยันการระบาดของโรคและหามาตรการป้องกันควบคุมโรคแล้ว”
ข่าวจาก สำนักข่าวไทยรัฐ : https://www.thairath.co.th/news/local/north/2122087?fbclid=IwAR1LxIIc57_mDSep5x7dxLWrxZTnBhrsD2pVW_ATpRheuk_X806FYhROSm4
สิ่งแรกที่หลาย ๆ คนทำหลังจากผ่านตาข่าวนี้ คือ กังวล และสงสัยว่า โรคหูดับ คืออะไร เป็นอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้อย่างไร มีคนตาย แล้วทำไมหมอยังบอกว่าอย่าตระหนก??
วันนี้ เราจะพาไปติดตามรายละเอียด โรคหูดับ หรือ โรคไข้หูดับ นี้กัน
โรคหูดับ เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ชื่อ สเตรปโตคอกคัส ซูอิส (Streptococcus suis) เป็นแบคทีเรียที่เกิดในหมู ปกติแล้วเชื้อชนิดนี้จะฝังตัวอยู่ในต่อมทอนซิลของหมูเกือบทุกตัว แต่จะไม่ปรากฎอาการของโรคจนกว่า ภูมิคุ้มกันของหมูจะลดลง ทำให้เกิดการเพิ่มจำนวนของแบคทีเรีย หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ท้ายที่สุด หมูจะตายจากการติดเชื้อในกระแสเลือด
แบคทีเรียชนิดนี้ เข้าสู่ร่างกายของเราได้ 2 ทาง
-
- จากการทานเนื้อหมู เลือดหมู และเครื่องใน หรือส่วนอื่น โดยไม่ผ่านการปรุง หรือทำให้สุก
มักพบการติดเชื้อดังกล่าว ในกลุ่มผู้นิยมการบริโภค ลาบดิบ เลือดดิบ หรือนิยมทานเนื้อหมูสุก ๆ ดิบ ๆ
- จากการทานเนื้อหมู เลือดหมู และเครื่องใน หรือส่วนอื่น โดยไม่ผ่านการปรุง หรือทำให้สุก
-
- จากทางบาดแผล แผลถลอก ทางตา จากการสัมผัสหมูที่เป็นโรค
มักพบการติดเชื้อดังกล่าว ในกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงหมู คนงานโรงฆ่าสัตว์ พนักงานชำแหละ ร้านขายเนื้อหมู จนถึงนายสัตวแพทย์ หรือสัตวบาล
อาการของโรคหูดับ
ในเนื้อข่าว การเป็นโรคหูดับ เป็นการแสดงอาการเริ่มต้น ของการติดเชื้อแบคทีเรีย สเตรปโตคอกคัส ซูอิส (Streptococcus suis) ส่วนสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริง คือ การติดเชื้อในกระแสโลหิต หรือที่เราเรียกกันว่า การติดเชื้อในกระแสเลือด
หลายคนที่อ่านข่าวแล้วคงเกิดความสงสัย ว่า เหตุใดแพทย์บอกไม่ต้องตระหนก เนื่องจาก เราสามารถหลีกเลี่ยงการติดเชื้อนี้ได้ อย่างง่ายดาย โดยการ
-
- หากเป็นเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูไม่ควรขายหรือบริโภคหมูที่ตายจากการเป็นโรค
- เกษตรกรผู้เลี้ยงควรหมั่นควบคุม หรือกำจัดเชื้อในฟาร์มตามคำแนะนำของสัตวแพทย์
- เมื่อมีการชำแหละควรสวมอุปกรณ์ป้องกัน เสื้อผ้า ถุงมือ รองเท้าที่รัดกุม
- ผู้บริโภคควรซื้อเนื้อหมูจากแหล่งเลี้ยงหมูที่ได้มาตรฐาน
- เมื่อหลังการสัมผัสสุกร / เนื้อหมู ควรล้างมือ ให้สะ
- ปรุงเนื้อหมูและส่วนประกอบให้สุกดีก่อนรับประทาน
- หากต้องหั่น จับ สัมผัส เนื้อหมู ควรสวมถุงมือป้องกัน โดยเฉพาะหากมีแผลทุกประเภทที่มือ จะช่วยป้องกันการติดเชื้อชนิดนี้เข้าสู่ร่างกายของเราได้
การติดเชื้อ
เกิดขึ้นได้ในทุกอวัยวะของร่างกาย และร่างกายของเราสามารถติดเชื้อได้ทั้งจาก เชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย และเชื้อไวรัส และยังสามารถเข้าสู่ร่างกายได้หลายทางอีกด้วย เช่น
-
- ทางบาดแผล
- ทางเดินหายใจ
- ทางเดินอาหาร
- ทางเดินปัสสาวะ ฯ
มีข้อสังเกตว่า เมื่อเกิดการติดเชื้อใด ๆ จนปรากฎอาการต่อร่างกายเรา เป็นสัญญาณบอกว่า ภูมิคุ้มกันของร่างกายเราลดลงเป็นอย่างมาก เพราะการติดเชื้อเป็นการบอกให้เรารู้ว่า เม็ดเลือดขาวของเราพ่ายแพ้ต่อเชื้อที่เรารับเข้าสู่ร่างกาย ทุกอวัยวะของเราหากมีการติดเชื้อเกิดขึ้น เชื้อนั้นจะสามารถแพร่เข้าสู่กระแสเลือด ทำให้พิษของเชื้อโรคนั้น กระจายไปทั่วร่างกาย และเข้าทำลายอวัยวะของเราได้โดยตรงอย่างง่ายดาย การติดเชื้อจะแสดงอาการอักเสบไปทั่วร่าง และหากการอักเสบนั้นรุนแรงมาก จนทำให้อวัยวะสำคัญในร่างกายล้มเหลว จะทำให้ช็อคถึงแก่ชีวิตได้ เมื่อมีการติดเชื้อใด ๆ เกิดขึ้น เราจึงควรรีบเข้ารับการรักษาอย่างทันท่วงที เพราะการติดเชื้อในกระแสเลือดเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมาก โดยเฉพาะหากเรามีภูมิต้านทานที่น้อยมากเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
ในการวินิจฉัยโรคของแพทย์ ว่า เชื้อได้เข้าสู่กระแสเลือด แล้วหรือไม่ อย่างไร นั้น ใช้วิธีเจาะเลือดเพื่อตรวจหาเชื้อ และตรวจสารคัดหลั่งจากอวัยวะที่แพทย์สงสัยว่าจะมีการติดเชื้อ ด้วยวิธีการเพาะหาเชื้อ ขั้นตอนดังกล่าวจะกินเวลาประมาณ 3-5 วัน แต่การติดเชื้อในกระแสโลหิต ถือเป็นภาวะฉุกเฉิน แพทย์จำเป็นต้องอาศัยการวินิจฉัย และจำเป็นต้องสั่งยาปฏิชีวนะเพื่อควบคุมการเพิ่มจำนวนของเชื้อให้ได้ ในช่วง 1-2 ชั่วโมงแรก หากควบคุมได้ ผู้ป่วยจะมีโอกาสรอดชีวิตสูงมาก อัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วยขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของผู้ป่วย, โรคประจำตัวของผู้ป่วย, การวินิจฉัยและให้ยาอย่างถูกต้อง และการไปถึงมือแพทย์อย่างรวดเร็วในขณะที่เชื้อยังไม่ลุกลามไปในขั้นร้ายแรง เมื่อมีการให้ยาแล้ว แพทย์จะทำการรักษาแบบประคับประคอง ในผู้ป่วยสูงวัย ที่มีภูมิต้านทานของร่างกายลดน้อยลง ต้องระมัดระวังเรื่องโรคประจำตัว และการติดเชื้อในกระแสเลือด เป็นอย่างมาก เพราะเมื่อเกิดการติดเชื้อในกระแสเลือด อัตราการแทรกซ้อนจะยิ่งสูงขึ้น
ความรุนแรงของการติดเชื้อในกระแสเลือด แบ่งเป็น 3 ระดับ
- ติดเชื้อในกระแสเลือดทั่วไป
- ติดเชื้อรุนแรงมากขึ้น จนอวัยวะต่าง ๆ ทำงานผิดปกติ
- ติดเชื้อในขั้นที่อาจมีอาการช็อคได้ จะเกิดในผู้ป่วยที่แทบไม่มีภูมิต้านทาน หรือมีในระดับต่ำมาก
ในคนปกติ ที่มีภูมิต้านทานของร่างกายในระดับปกติ เมื่อมีการติดเชื้อทั่วไป เม็ดเลือดขาวในร่างกายจะสามารถกำจัดเชื้อดังกล่าวออกไปได้ สิ่งที่เราพบในคนปกติที่มีร่างกายแข็งแรง อาจเป็นเพียงแค่แผลธรรมดา แต่สำหรับผู้ป่วยที่มีโรคเบาหวานเป็นโรคประจำตัว แผลนั้นอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเสียอวัยวะ หรือการเสียชีวิตได้
บทความนี้ เขียนด้วยความรู้สึกเสียใจต่อครอบครัวผู้สูญเสียในข่าว และมีความปรารถนาดี อยากให้ผู้อ่านได้ใช้ชีวิตด้วยความระมัดระวัง และประสงค์ให้ทุกท่านมีสุขภาพดี ตลอดไป
