ความลับของดวงตา

9 ความลับที่คุณยังไม่รู้

ดวงตา

70 – 80 % ของสิ่งที่เรารับรู้ และเรียนรู้ตลอดชีวิต ได้มาจากการมองเห็น ดวงตาจึงเป็นอวัยวะสำคัญที่มีบทบาท มีคุณค่า และสำคัญมากสำหรับเราทุกคน

คนส่วนใหญ่รับรู้เพียงว่า ดวงตา เป็นอวัยวะที่ใช้สำหรับการมองเห็น แต่ในความเป็นจริง ดวงตาเป็นอวัยวะที่มีความสลับซับซ้อน ด้วยรูปทรงกลมเพียงขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 นิ้ว ธรรมชาติออกแบบให้ดวงตาทั้งสองข้าง บรรจุอยู่ในช่องกระดูกบริเวณเบ้าตาเพื่อป้องกันอันตราย มีเปลือกตาและขนตา เพื่อป้องกันฝุ่นละออง หรือกระพริบเพื่อหลีกเลี่ยงสิ่งแปลกปลอม และรักษาความชุ่มชื่นของกระจกตาอยู่เสมอ

ดวงตา เป็น 1 ในประสาทสัมผัสที่เรียนรู้และรับรู้ได้อย่างรวดเร็ว และถือเป็น ประสาทสัมผัสที่มีความสำคัญที่สุดใน 5 อวัยวะรับรับสัมผัส คือ ตา หู จมูก ลิ้น และผิวหนัง ดวงตาจึงเป็นอวัยวะสำคัญที่มีบทบาท มีคุณค่า และสำคัญมากสำหรับเราทุกคน มีข้อมูลพบว่า 70-80% ของสิ่งที่เรารับรู้และเรียนรู้ในตลอดชีวิตของเรา ได้มาจากการมองเห็น เป็นอวัยวะที่ทำงานหนักตั้งแต่เราตื่นจนยามวิกาลที่เราหลับไหลในทุกๆ วัน

สารบัญ

ความลับที่ 9. ความลับของดวงตา

เนื่องจากดวงตาเป็นอวัยวะที่ใช้ในการมอง สมองทำหน้าที่ประมวล และแปลผลภาพ ทำให้เกิดขั้นตอนสำคัญในการเรียนรู้ และรับรู้สิ่งต่างๆ รอบตัวของเรา  การมีดวงตาที่สดใส มองเห็นได้อย่างชัดเจน จะช่วยทำให้ลดการเกิดอุบัติเหตุต่างๆ โดยเฉพาะในผู้สูงวัย  อีกทั้งดวงตายังสามารถแสดงอารมณ์ต่างๆ แม้ไม่ต้องเอ่ยออกมาเป็นคำพูด  โรคของดวงตาส่วนใหญ่ เป็นโรคที่ป้องกันได้ และเรายังสามารถถนอม ดูแล รักษา ดวงตาของเรา ให้อยู่กับเราไปนาน ๆ ได้โดยไม่ยากเลย

หน้าที่อันยิ่งใหญ่ของดวงตา

เมื่อมีแสงตกกระทบยังวัตถุ วัตถุจะดูดกลืนแสงนั้นไว้บางส่วน และทำการส่งผ่าน และสะท้อนแสงที่เหลือ เข้าสู่ดวงตาของเรา ดวงตาจึงทำหน้าที่หลัก 3 ประการ คือ

    1. หักเหแสง
    2. ส่งผ่านและควบคุมปริมาณแสง
    3. เปลี่ยนพลังงานให้เป็นสัญญาณทางประสาท เพื่อประมวลภาพ ที่สมอง
กายวิภาคของดวงตา

การประมวลผล และการรับภาพของดวงตาของเรา มีความคล้ายคลึงกับการทำงานของกล้องถ่ายรูป โดยมี กระจกตา (cornea) เป็นองค์ประกอบหลัก ในการทำหน้าที่ หักเห และรวมแสง มี กล้ามเนื้อม่านตา (iris sphincter muscle) ทำหน้าที่เสมือนม่านตา มี รูม่านตา (pupil) เพื่อควบคุมปริมาณแสงที่เหมาะสม ให้เข้าสู่ดวงตา เปรียบเสมือนชัตเตอร์ จากนั้นแสงจะผ่านเข้าสู่ เลนส์ตา (lens) ที่ทำหน้าที่ในการปรับภาพให้ชัดได้อย่างอัตโนมัติ ตามระยะที่วัตถุนั้นตั้งอยู่ เช่นเดียวกับการปรับโฟกัสของเลนส์กล้องถ่ายรูป และผ่านเข้าสู่ วุ้นในตา ที่ทำหน้าที่หลักในการรักษาโครงสร้างของลูกตา ก่อนที่แสงรวมนั้นจะถูกโฟกัสตกลงบน จุดรับภาพ (macular) อย่างพอดี บน จอประสาทตา (retina) ซึ่งทำหน้าที่เสมือนฟิล์มของกล้อง

เซลล์รับภาพ (photoreceptor cells) ที่อยู่บนจอประสาทตา จะทำหน้าที่ดูดกลืนพลังงานแสงนั้น ทำให้เกิดปฏิกริยาเคมี และเกิดความต่างศักดิ์ทางไฟฟ้าขึ้น จากนั้น จึงแปลงเป็นสัญญาณไปตามเส้นประสาท เข้าสู่สมอง เพื่อแปลผลเป็นภาพที่เรามองเห็น และขั้นตอนตั้งแต่การสะท้อนแสง การส่งผ่าน และควบคุมปริมาณแสง และการแปลผลภาพ ทั้งหมดข้างต้น “ดวงตา” ใช้ระยะเวลาเพียงชั่ววินาที ที่เรา “มอง”

อะไรที่คอยทำร้ายดวงตา

เราจึงปฏิเสธไม่ได้ว่า ดวงตา มีความสำคัญยิ่ง แต่ในการใช้ชีวิตประจำวันของเรา กลับมีสิ่งที่คอยทำร้ายดวงตาของเราอยู่เสมอ ซึ่ง 2 จุดสำคัญของดวงตา ที่เราควรใส่ใจมากเป็นพิเศษ คือ เลนส์ตา และจอประสาทตา เนื่องจาก ทั้งสองส่วนนี้ เป็นส่วนที่ส่งผลต่อ คุณภาพการมองเห็นเป็นหลัก เห็นได้จากในปัจจุบัน โรคทางด้านสุขภาพดวงตา ที่มักพบได้บ่อย คือ “โรคต้อกระจก และจอประสาทตาเสื่อม” ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังปัญหาเหล่านี้ คือ “Oxidative Stress” ที่ทำให้เกิด “อนุมูลอิสระ” มาทำร้ายเซลล์ ทำให้เกิดการอักเสบ เพิ่มอัตราการตายของเซลล์ และทำให้เกิดการเสื่อมโทรมของดวงตาในที่สุด

ความเสียหายจากอนุมูลอิสระ มีตัวการสำคัญมาจากแสงอาทิตย์ ที่มีแถบคลื่นอัลต้าไวโอเลตบี (Ultraviolet B, UBV) และแสงสีฟ้า ซึ่งเป็นหนึ่งในประเภทแสงที่ดวงตาของเรามองเห็น แสงสีฟ้านี้มีความยาวคลื่นสั้น ส่งผลให้มีพลังงานที่สูงกว่าแสงสีอื่นๆ และแม้เราจะไม่มองไปยังดวงอาทิตย์โดยตรง แต่การมองไปยังวัตถุที่แสงอาทิตย์ตกลง แสงก็สะท้อนเข้าสู่สายตาของเราอยู่ดีนั่นเอง และในชีวิตประจำวันของมนุษย์ยุคปัจจุบัน เรายังได้รับแสงสีฟ้ามากขึ้น จากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ เช่น จากจอโทรทัศน์ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง มนุษย์ยุคโซเชียล จะรับแสงสีฟ้าจากจอสมาร์ทโฟน  เป็นระยะเวลาบ่อยครั้ง และยาวนาน หรือแม้แต่หลอดไฟ LED ก็ล้วนแต่ปล่อยแสงสีฟ้าออกมาทั้งสิ้น

ดวงตา-อันตรายจากแสงสีฟ้า

การก่อตัวของสารพิษต้นเหตุ

เมื่อกระจกตาได้รับคลื่นแสงสีฟ้าเป็นเวลานานๆ เข้า ก็จะเกิดการสะสม oxidative stress ทีละเล็กทีละน้อย เกิดการอักเสบซ้ำๆ จนเลนส์ตาเกิดการขุ่นมัวในที่สุด  ไม่เพียงเท่านั้น เมื่อแสงสีฟ้าผ่านกระจกตาไปตกกระทบ ณ จุดรับภาพชัด (macular) ที่จอประสาทตา ซึ่งในบริเวณนี้ จะประกอบไปด้วยเม็ดสี (pigment) เยื่อบุจอประสาทตา และหน่วยรับภาพ (photoreceptors) ที่คอยดูดซับแสงที่เป็นอันตรายนี้ไว้ จึงเป็นการสะสมอนุมูลอิสระไว้โดยอัตโนมัติอย่างต่อเนื่อง จนเกิดการรวมตัวของสารพิษ คือ Lipofuscin และ Drusen ที่เป็นตัวร้ายคอยทำลายหน่วยรับแสง สารพิษเหล่านี้เป็นสัญญาณแรก ที่จักษุแพทย์มองเห็น จากการส่องกล้อง มองผ่านเข้าไปดูจอประสาทตา ใช้บ่งบอกภาวะเริ่มต้นของจอประสาทตาเสื่อม เนื่องจากการจับตัวของสารพิษ Drusen จะไปดันให้เซลล์เม็ดสีที่อยู่บนเยื่อบุเรตินา หลุดออกจาก หลอดเลือดฝอยที่นำออกซิเจน และสารอาหารมาเลี้ยงเซลล์ ทำให้เกิดความผิดปกติ จนทำหน้าที่ต่อไปไม่ได้ นับเป็นบริเวณต้นเหตุของการตาบอดเลยทีเดียว

ประกอบกับ เมื่อเรามีอายุมากขึ้น ระบบป้องกันตัว ด้วยสารต้านอนุมูลอิสระของร่างกาย จะลดประสิทธิภาพลง รวมทั้ง การใช้ชีวิตที่ต้องมีความเคร่งเครียด การนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ การสูบบุหรี่ หรือ ดื่มแอลกอฮอล์ ยิ่งส่งเสริมให้เกิด oxidative stress ส่งผลให้ร่างกายเสียสมดุล ระหว่างการเกิด และการต้านอนุมูลอิสระ ผลลัพธ์ที่ได้คือ การเกิดจอประสาทตาเสื่อมในที่สุด จริงๆ แล้วบริเวณจอประสาทตา โดยเฉพาะส่วน macular จะมีสารแอนติออกซิแดนซ์ สำหรับยับยั้งการเกิดออกซิเดชั่นจากแสง และ ช่วยลดการตายของเซลล์รับแสง (photoreceptor apoptosis) ซึ่งเป็นสารกลุ่มเบต้าแคโรทีนอยด์ ที่มีชื่อว่า ลูทีน (Lutein) และ ซีแซนธีน (Zeaxanthine) แต่ปัญหาอยู่ที่ สารเหล่านี้ เมื่อร่างกายใช้แล้ว ก็จะหมดไป ร่างกายไม่สามารถสร้างขึ้นมาทดแทนได้ ดังนั้น จึงมีความจำเป็นที่เราต้องรับประทานเสริมเข้าไปทดแทน จากการศึกษาพบว่า การรับประทานสารกลุ่มนี้เข้าไป สามารถเพิ่มปริมาณสารกลุ่มนี้ที่ดวงตาได้ 20-40% เลยทีเดียว อีกทั้งยังสามารถตัดแสงแถบสีฟ้าลงได้ประมาณ 40% และป้องกันการเสื่อมของ macular ได้ประมาณ 40% เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ได้รับประทานสารกลุ่มนี้เสริมเลย

สารอาหารที่มีประโยชน์สำหรับดวงตา

สารอาหารที่มีประโยชน์สำหรับดวงตา

ลูทีน จัดเป็นกลุ่มของ แคโรทีนอยด์ กลุ่มแซนโทฟิลล์ (Xanthophyll) โดยปกติ ในร่างกายเรา จะพบสารนี้ ในเนื้อเยื่อตา และพบมากที่สุด ในบริเวณจุดศูนย์กลางของจอประสาทตา โดยคุณสมบัติหลัก คือ การเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant) ที่สามารถยับยั้งการเกิดออกซิเดชั่นจากแสงได้ เพราะจะเป็นตัวที่คอยดูดซับแสงที่มีพลังงานสูง โดยเฉพาะแสงสีฟ้า จากหน้าจออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ก่อนที่แสงนี้จะไปทำลายประสาทจอตาของเราได้

ปัญหาคือ ร่างกายมนุษย์ไม่สามารถสร้างสารเหล่านี้ขึ้นมาทดแทนได้ ต้องได้รับจากการรับประทานจากภายนอกเท่านั้น ลูทีนในธรรมชาติมักพบได้ในผักสีเขียวเข้ม เช่น ผักโขม เคลล์ บร๊อกโคลี พาสเลย์ และพบได้ในดอกไม้ เช่น ดอกดาวเรือง

ขนาดที่ควรได้รับต่อวัน คือ lutein 5 mg/day (ในผู้ที่มีภาวะ จอประสาทตาเสื่อมแล้ว 10-20 mg/day) และแนะนำให้ ใช้ต่อเนื่องอย่างน้อย 3-6 เดือน

มีข้อมูลการศึกษามากมายที่พิสูจน์ว่า Omega-3 Fatty acid (combined DHA&EPA) ที่เป็นสารสำคัญของน้ำมันปลา สามารถป้องกันการเกิดจอประสาทตาเสื่อม (macular degeneration) และภาวะตาแห้ง (dry eye syndrome) รวมทั้ง ยังช่วยระบายน้ำในลูกตา (drainage of intraocular fluid) จึงสามารถลดความดันลูกตา ส่งผลดียิ่งขึ้นต่อผู้ที่มีโรคต้อหินร่วมด้วย

ขนาดที่ควรได้รับต่อวัน ยังไม่มีการระบุอย่างเป็นทางการ แต่พบว่าขนาดที่มีข้อมูลการใช้ให้เกิดประโยชน์ได้จริง คือ การรับประทานน้ำมันปลาวันละ 1.5 – 3 กรัม

วิตามินเอ มีส่วนในการช่วยในการป้องกันเซลล์จอประสาทตาจากแสง  การได้รับวิตามินเอที่เพียงพอ ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเซลล์รับแสงได้อีกด้วย จากการศึกษาพบว่า หากร่างกายผู้ป่วยมีระดับวิตามินเอต่ำ มักจะทำให้เกิดจอประสาทตาเสื่อม (macular degeneration), กระจกตาเป็นแผล(keratomalacia), ภาวะเยื่อบุตาอักเสบ (xerophthalmia), การมองเห็นผิดปกติ (visual impairment)  อีกทั้ง ยังช่วยในการมองเห็นในที่มืดอีกด้วย ถือว่า การขาดวิตามินเอนั้น เป็นสาเหตุสำคัญของความบกพร่องทางตาเลยทีเดียว

ปริมาณวิตามินเอที่แนะนำให้บริโภคโดยเฉลี่ย คือ 700 ไมโครกรัม/วันในผู้ชาย และ 600 ไมโครกรัม/วันในผู้หญิง

ถั่วเหลือง มีสาร Phosphatidylcholine ซึ่งมีโครงสร้างคล้าย phospholipids ที่เป็นส่วนประกอบของเยื่อหุ้มเซลล์ จึงมีสมบัติละลายได้ทั้งในน้ำและน้ำมัน การที่โครงสร้างเป็น lipid นั้น สามารถช่วยปกป้องไม่ให้น้ำตาระเหยออกไปได้อย่างรวดเร็ว ทำให้ช่วยลดอาการตาแห้งได้ และยังป้องกันการเกิด oxidation ที่เลนส์ตา จึงช่วยช่วยชะลอความเสื่อมของเลนส์ได้  มีการศึกษาที่พบว่า การที่ร่างกายขาด phosphatidylcholine ส่งผลให้เกิดต้อกระจกได้สูงขึ้น และการรับประทานสารนี้เสริมเข้าไป ทำให้ช่วยชะลอความรุนแรงของต้อกระจกได้  และยังมีข้อมูลว่า สารนี้ยังช่วยส่งเสริมการทำงานร่วมกันของส่วนประกอบต่างๆ ในดวงตา โดยเฉพาะส่วนหน้า (anterior eye segment) อีกด้วย

โดยส่วนใหญ่เราจะเห็นผู้มีปัญหาโรคดวงตาเป็นผู้สูงวัย แต่ในไม่ช้า เราจะได้เห็นผู้มีปัญหาโรคดวงตามีอายุน้อยลงเรื่อยๆ หากเรายังประมาท หรือละเลย การถนอม ดูแล รักษาดวงตาให้อยู่คู่กับเราไปนานๆ ทานอาหารที่มีประโยชน์ และมีสารอาหารให้ครบถ้วน รวมถึงสารที่เป็นประโยชน์ต่อดวงตา ปกป้องดวงตาด้วยการสวมแว่น กันแดด กันฝุ่น ควัน กันลม เมื่อต้องออกไปที่กลางแจ้ง ดื่มน้ำให้เพียงพอ พักผ่อน พักสายตาที่อ่อนล้ามาทั้งวัน ดูแลดวงตา ดวงตาจะอยู่กับคุณไปนานเท่านาน

ผลิตภัณฑ์แนะนำ

Lutein Licaps

Lutein Licaps

ร่วมแสดงความคิดเห็น