9 ความลับที่คุณยังไม่รู้
เอนไซม์ คือ พลังงานของชีวิต
ร่างกายที่ขาดอากาศ จะอยู่ได้ประมาณ 3-7 นาที แต่หากขาดเอนไซม์ เราจะมีชีวิตอยู่ได้ ไม่ถึง 30 วินาที
ปัจจัยสำคัญที่สุด ในการสร้างสภาวะให้ร่างกายสามารถเยียวยาตัวเองได้ แม้เราจะมีการดื่มน้ำ พักผ่อน ออกกำลังกาย ทานอาหารครบทุกหมู่แล้วก็ตาม แต่ร่างกายกลับไม่ได้มีความแข็งแรง หรือยังไม่สามารถเข้าสู่กระบวนการเยียวยาตัวเองได้เป็นอย่างดี
ด้วยเทคโนโลยีทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์ ทำให้เราค้นพบความลับ 9 ข้อต่อไปนี้ ที่มีความเกี่ยวพันต่อกัน อันเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ร่างกายของเราสมบูรณ์แบบบูรณาการ และแข็งแรงอย่างยั่งยืน
สารบัญ
ความลับที่ 1. ร่างกายต้องมีเอนไซม์ ย่อยอาหารและเผาผลาญ
เอนไซม์ คือ โปรตีนที่มีกรดอะมิโนสายยาว มีหน้าที่เร่งปฏิกริยาเคมีที่มีประโยชน์ต่อร่างกายของเรา (Biocatalyst) ซึ่งจะเป็นการลดการใช้พลังงานของร่างกาย ช่วยให้ร่างกายประหยัดพลังงานในการทำเรื่องต่างๆ จนกล่าวได้ว่า ถ้าไม่มีเอนไซม์ เราจะทำอะไรไม่ได้เลย ขยับตัวไม่ได้ ไม่มีการหายใจ ย่อยอาหารไม่ได้ ไม่มีการเจริญเติบโต ไม่มีการซ่อมแซมฟื้นฟูร่างกาย หรือแม้กระทั่งการใช้ความคิดหรือการนอน ร่างกายก็ต้องใช้เอนไซม์ในการเร่งปฏิกริยา เช่นกัน
เอนไซม์ เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างมนุษย์ ต้ังแต่เซลล์ ไปจนถึงระบบที่สำคัญของร่างกาย เช่น ระบบหายใจ ระบบการไหลเวียนโลหิต ระบบภูมิคุ้มกัน และระบบย่อยอาหาร ร่างกายต้องมีเอนไซม์ ย่อยอาหารและเผาผลาญให้เกิดพลังงาน เพื่อกระตุ้นขบวนการทำงานของร่างกายให้เป็นปกติ เปลี่ยนสภาพสารอาหารให้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างรวดเร็ว
เอนไซม์จะจับกับสารตั้งต้นแบบเฉพาะเจาะจง เหมือนแม่กุญแจกับลูกกุญแจ เพื่อทำให้เกิดเป็นสารที่ต้องการ และในขณะเดียวกัน ก็ได้เอนไซม์กลับมาทำงานต่อไปเรื่อยๆ หากเรามีเอนไซม์ในร่างกายน้อย ความเสื่อมของร่างกายจะมีมากยิ่งขึ้น หากขาดเอนไซม์ การทำงานของร่างกายจะเชื่องช้าลงมาก จนอาจไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ เรียกง่าย ๆ คือ “เอนไซม์ คือ พลังงานของชีวิต” เลยทีเดียว
หน้าที่ของเอนไซม์
ช่วยให้ระบบการย่อยสมบูรณ์ ทำให้เซลได้รับสารอาหาร และ ออกซิเจน อย่างเต็มที่
เอนไซม์ช่วยให้ระบบย่อยอาหารของเราสมบูรณ์ ลดการดึงเอนไซม์เผาผลาญพลังงาน หรือ เมตาบอลิคเอนไซม์มาใช้ย่อยอาหาร ทำให้ระบบการทำงานของเซลล์สมดุล มีประสิทธิภาพ และทำให้เซลล์ได้รับสารอาหาร และออกซิเจนอย่างเต็มที่
ต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย และเชื้อรา พร้อมกระตุ้นระบบภูมิต้านทานเชื้อไวรัส
เอนไซม์ช่วยต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา และยังช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทำให้มีความต้านทานต่อเชื้อไวรัส โดยเอนไซม์จะทำงานร่วมกับเม็ดเลือดขาว เพื่อทำหน้าที่ขจัดเชื้อโรคต่าง ๆ ไม่ให้เข้าสู่ร่างกายอย่างง่ายดาย และเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง
ย่อยสลายสารพิษที่ตกค้างในเลือด และอวัยวะต่างๆ โดยเฉพาะที่ ตับ และ ไต
อย่างที่รู้กันว่าร่างกายของเรามีเซลล์เกิดใหม่ และเซลล์ตายลง อยู่ตลอดเวลา เอนไซม์ประสิทธิภาพสูงจะช่วยย่อยสลาย เศษซากโปรตีนจากการตายของเซลล์ต่างๆ ไขมันที่ตกค้าง คลอเรสเตอรอล น้ำตาลส่วนเกิน จึงทำให้ ตับและไตไม่ต้องทำงานงานหนักจนเกินไป นอกจากนี้ ยังช่วยระบบขับถ่ายให้ทำงานได้อย่างสมบูรณ์ ไม่มีสิ่งตกค้าง จึงช่วยลดความเสี่ยงจากการสะสมของสารพิษ ลดอัตราการเกิดโรคมะเร็ง ตัวเอย่างเช่น เอนไซม์โปรตีเอสมีความสามารถพิเศษในการย่อยโปรตีนของผนังเซลล์มะเร็ง
ต่อต้านอนุมูลอิสระ ชะลอความเสื่อมในเซลล์ทุกระบบของร่างกาย
โดยปกติร่างกายของเราจะสร้างอนุมูลอิสระขึ้น ไม่ว่าจะจากการย่อยอาหาร การเผาผลาญพลังงานจากการออกกำลังกาย การทานอาหารที่ไม่ถูกหลักโภชนาการ ฝุ่นและมลพิษ ความเครียด ฯ การได้รับเอนไซม์จะช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ และช่วยชลอความเสื่อมในเซลล์ทุกระบบของร่างกาย
ร่างกายของเรา สามารถผลิตเอนไซม์ ได้เองหรือไม่ ??
หากตอบว่า ได้ อาจจะยังไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้องนัก เพราะเราจะมีคำถามต่อไปอีกว่า ในเมื่อร่างกายสามารถผลิตเอนไซม์ได้เอง ทำไมเราต้องเพิ่มเอนไซม์เข้าสู่ร่างกาย หลาย ๆ ท่าน เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ คงมีคำถามนี้ผุดขึ้นเช่นกัน คำตอบที่ถูกต้องที่สุด คือ ร่างกายสามารถสร้างเอนไซม์บางชนิดขึ้นเองได้ แต่ในจำนวนที่จำกัด ขึ้นอยู่กับอาหารที่รับเข้าสู่ร่างกาย และเอนไซม์บางชนิด เมื่ออยู่โดดเดี่ยว จะทำงานเองไม่ได้ จึงจำเป็นอย่างมากที่จะต้องได้รับเอนไซม์เพิ่มจากภายนอก
ดังนั้น แม้เอนไซม์จะมีหลากหลายชนิด แต่สามารถแบ่งออกเป็น 2 ชนิดใหญ่ ๆ คือ เอนไซม์ที่ร่างกายได้รับจากภายนอก โดยการรับประทานเข้าสู่ร่างกาย และเอนไซม์ที่ร่างกายสามารถสร้างได้เอง
- เอนไซม์จากอาหารสด (Food Enzyme) เป็นเอนไซม์ที่ร่างกายได้รับจากการทานเข้าไป พบได้ในอาหารดิบทุกชนิดทั้งพืชและสัตว์ ซึ่งจะถูกทำลายที่อุณหภูมิ 48 องศาเซลเซียส ดังนั้น หากเรานำอาหารดังกล่าวไปปรุงให้สุกซึ่งต้องใช้ความร้อนมากกว่าที่เอนไซม์จะคงรูปอยู่ได้ เอนไซม์ก็จะถูกทำลาย เราเรียกอาหารที่ไม่มีเอนไซม์แล้วนี้ว่า อาหารที่ตายแล้ว (Dead Food)
- เอนไซม์จากจุลินทรีย์ (Microorganism Enzyme) จุลินทรีย์สามารถผลิตเอนไซม์ได้ในปริมาณมาก ๆ และใช้ระยะเวลาสั้น เพราะจุลินทรีย์เพิ่มจำนวนได้อย่างรวดเร็ว และมีขนาดเล็ก แต่ไม่ใช่เอนไซม์จากจุลินทรีย์ทุกชนิด จะเหมาะสมกับร่างกายของเรา จึงต้องมีการคัดสายพันธุ์เพื่อให้ได้เอนไซม์ที่เหมาะสมกับการบริโภคด้วย ไม่เพียงแต่จุลินทรีย์เท่านั้นที่ผลิตเอนไซม์ได้ เอนไซม์จากแบคทีเรียบางชนิดที่มีประโยชน์ และมีคุณสมบัติเหมาะแก่การบริโภค ทนกรด (ได้ถึง pH 1.5) และด่าง (ได้ถึง pH 9.5) ได้ และยังทนอุณหภูมิได้สูงถึง 65 องศาเซลเซียส ทนต่อคลอรีน ทนต่อความเค็ม และยังสามารถเจริญเติบโตในที่ที่มีออกซิเจนต่ำได้ ตัวอย่างจุลินทรีย์ที่มีความทนทาน มีสายพันธุ์เหมาะแก่การบริโภค มีความปลอดภัย และมีประโยชน์ต่อร่างกาย ได้แก่
- สายพันธุ์ Pediococcus acidilactici สามารถสร้างกรดแลคติค และสาร Pediocins ที่สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียทั้งแกรมบวกและแกรมลบหลายชนิด ที่ก่อเกิดโรคกับร่างกายของเราได้ เช่น Salmonella sp. และ E. coli เป็นต้น
- สายพันธุ์ Pediococcus pentosaceus สามารถสร้างกรดแลคติค และสาร Pediocins ที่สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียทั้งแกรมบวกและแกรมลบหลายชนิดที่ก่อเกิดโรคกับร่างกายของเราได้เช่นเดียวกันกับ Pediocuccus acidilactici
- สายพันธุ์ Leuconostoc mesenteroides สามารถสร้างเอนไซม์มากมายอย่าง Amylase, Protease, Lipase, Peptidase, Sucrase เพื่อย่อยอาหารให้กลายเป็นสารอาหารโมเลกุลเล็กๆ ทำให้ร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ได้ง่ายขึ้น ทั้งยังสามารถสร้างสารกรดแลคติค และ Nisins เพื่อยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียทั้งแกรมบวกและแกรมลบหลายชนิด ที่ก่อเกิดโรคได้ ในปัจจุบันนี้ทางองค์การอาหารและยาของประเทศสหรัฐอเมริกา หรือ USFDA อนุญาตให้ใช้ ทั้ง Nisins และ Pediocins ในอาหารได้
- สายพันธุ์ Pichia farinose จะสร้าง Toxins killer ที่สามารถหยุดยั้งการเจริญเติบโตของพวกยีสต์ และทำให้พิษอย่าง Aflatoxins, Mycotoxins, Endotoxins หมดสภาพไป
- สายพันธุ์ Dekkera anomala สามารถย่อยแป้ง และน้ำตาล ให้กลายเป็นกรดอะซิติค โดยไม่เปลี่ยนเป็นแอลกอฮอล์ และยังช่วยผลิตเอนไซม์ Cellulase, Hemicellulase, Xylanase, Cellubloase, Amylase, Pectinase, Lignase, Arabinase และอื่นๆ
เอนไซม์ที่ร่างกายสามารถสร้างได้เอง มีเพียงไม่กี่ชนิดเท่านั้น เมื่อเทียบกับเอนไซม์ที่ร่างกายเราต้องการ และร่างกายผลิตขึ้นเอง อย่างจำกัดจำนวน ประเภทของเอนไซม์ที่ร่างกายสามารถผลิตได้เองคือ
- เอนไซม์ย่อยอาหาร (Digestive Enzyme) ส่วนใหญ่ผลิตจากตับอ่อน เพื่อใช้ย่อยอาหารให้เป็นสารอาหารที่ร่างกายดูดซึมไปใช้ประโยชน์ต่างๆ , กระเพาะอาหารผลิต เปปซิน และ เรนินเพื่อใช้ในการย่อยโปรตีน , และตับผลิต ทริปซิน เพื่อย่อยโปรตีน
- เอนไซม์ในการเผาผลาญ (Metabolic Enzyme) เป็นเอนไซม์ที่ผลิตในเซลล์และเนื้อเย่อต่างๆ ในร่างกาย มีขนาดเล็กมาก แต่มีความสำคัญที่สุด ทำหน้าที่เร่งปฏิกริยาในการเผาผลาญอาหาร และสร้างพลังงาน เพื่อขับเคลื่อนระบบกลไกต่างๆของร่างกาย สร้างการเจริญเติบโต สร้างภูมิต้านทาน ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย
เซลล์ในร่างกายของมนุษย์จำนวน 60 ล้านล้านเซลล์ ในแต่ละเซลล์มีเอนไซม์อยู่ 2,000-3,000 ชนิด และเอนไซม์แต่ละชนิด ก็ทำหน้าที่ต่างกันอย่างเฉพาะเจาะจง
สิ่งพิเศษที่เราต้องรู้เกี่ยวกับเอนไซม์
- เอนไซม์ที่ผลิตขึ้นในร่างกายมีจำนวนจำกัด โดยเฉพาะ Metabolic Enzyme ธรรมชาติของร่างกาย หากเอนไซม์ที่ใช้ในการย่อยอาหารไม่เพียงพอ ร่างกายก็จะดึง Metabolic Enzyme ซึ่งสะสมไว้ใช้ในเซลล์ ออกมาเพื่อย่อยอาหาร ทำให้เอนไซม์ที่ใช้ในการเผาผลาญลดลง ซึ่งจะมีผลกระทบอื่นๆ ตามมา ทั้งกับระบบภูมิต้านทาน และระบบอื่นๆ
- เอนไซม์บางชนิดเมื่ออยู่อย่างโดดเดี่ยวจะไม่สามารถทำงานได้ ต้องมีโคเอนไซม์ (กลุ่มวิตามินและเกลือแร่) เป็นตัวกระตุ้น เมื่อรวมกันจึงจะเกิดเป็นเอนไซม์ที่สมบูรณ์ (Holoenzyme) และทำหน้าที่ได้อย่างครบถ้วน จึงสรุปได้ว่า การรับวิตามิน และเกลือแร่ โดยปราศจากเอนไซม์ที่เป็นคู่ของมัน ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใด ๆ ต่อร่างกายเลย
- เอนไซม์ที่ต่ำกว่าปกติ จะทำให้เกิดโรคต่างๆ ได้ เช่น พบว่าผู้ป่วยเบาหวาน จะมีระดับเอนไซม์ Lipase และ Trypsin ต่ำกว่าปกติ , ผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงิน จะมีระดับเอนไซม์ Amylase ต่ำกว่าปกติ , และผู้ป่วยโรคเกี่ยวกับตับ จะมีระดับเอนไซม์ Amylase ต่ำกว่าปกติ เป็นต้น
- ในการเสริมเอนไซม์เพื่อช่วยร่างกายย่อยอาหาร (Metabolic Enzyme) มีความจำเป็นที่ต้องทานพร้อมอาหารเลย เพื่อให้เอนไซม์คลุกเคล้ากับอาหารอย่างเต็มที่ ในกระเพาะอาหารส่วนบน หากเราทานเอนไซม์ในขณะท้องว่าง เอนไซม์นั้นจะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด ผ่านลำไส้เล็กออกไปภายใน 5 นาทีแรกที่เรารับเอนไซม์เข้าไป ทำให้เอนไซม์ไม่ได้ไปทำหน้าที่ช่วยย่อยอาหาร แต่จะถูกนำไปใช้ประโยชน์อื่นแทน ในทางกลับกัน การใช้เอนไซม์โปรตีเอส ไปแทนเมตาโบลิคเอนไซม์ เราต้องทานตอนท้องว่างเท่านั้น นี่จึงเป็นเหตุผลที่เราต้องรู้ว่าสิ่งที่เราทานลงไปคืออะไร และบทความนี้จะช่วยให้คุณมีสุขภาพดี ดูแลตัวเองอย่างถูกต้องได้อย่างไร
- ในสมัยก่อน นักวิทยาศาตร์รู้จักแต่ เอนไซม์ย่อยอาหารให้เป็นสารอาหาร แต่ในปัจจุบัน เราค้นพบเอนไซม์ที่มีหน้าที่ในการเผาผลาญสารอาหารให้กลายไปเป็นพลังงาน เป็นกล้ามเนื้อ เป็นเส้นเลือด เป็นเซลล์สมอง ฯลฯ หน้าที่นั้นเรียกว่า เมตาบอลิซึม (Metabolism) ซึ่งมีทั้ง การรวมตัว (Anabolism) คือการให้โมเลกุลโครงสร้างธรรมดา รวมตัวกลายเป็นโมเลกุลที่ซับซ้อน และ การแตกตัว (Catabolism) คือการทำให้โมเลกุลที่ซับซ้อน แตกออกเป็นโมเลกุลเชิงเดี่ยวแบบง่ายๆ สรุปได้ว่า เอนไซม์เมตาบอลิค (Metabolic Enzyme) เป็นเอนไซม์สำคัญ ที่อยู่เบื้องหลังระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทุกกิจกรรมของร่างกาย รวมถึงการคิด และการหายใจ ฯลฯ
- การย่อยอาหารที่ไม่สมบูรณ์ โดยเฉพาะ โปรตีน จะได้สารอาหารที่มีขนาดใหญ่กว่าสารอาหารปกติ ร่างกายจะเข้าผิด ว่าเป็นสารแปลกปลอม จนอาจทำให้เกิดอาการแพ้อาหารแบบแอบแฝงได้ และร่างกายก็จะต้องสร้างภูมิคุ้มกันมาต่อสู้ปราบปรามสิ่งแปลกปลอมนี้ ระบบภูมิคุ้มกันจะสร้างภูมิคุ้มกันมากำจัดเซลล์โปรตีนที่ย่อยไม่สมบูรณ์ และในขณะเดียวกัน ร่างกายก็ต้องใช้เมตาบอลิคเอนไซม์ มาทำความสะอาดสารอาหารที่ร่างกายมองว่าเป็นสิ่งแปลกปลอมเหล่านี้ ให้ออกไปจากหลอดเลือด นั่นคือ ผู้ที่มีการย่อยอาหารไม่สมบูรณ์ จะสูญเสียเอนไซม์ไปโดยไม่จำเป็นอยู่ตลอดเวลา
- ร่างกายของเราต้องการเอนไซม์ย่อยอาหาร (Digestive Enzyme) มาย่อยอาหารให้สมบูรณ์ก่อน เพื่อให้เกิดสารอาหาร หากร่างกายเรามีเอนไซม์ย่อยอาหารไม่พอ ก็จะไปดึงเมตาบอลิคเอนไซม์ (Metabolic Enzyme) มาใช้ย่อยอาหารแทน โดยอ้างกฎของการปรับตัวในการผลิตเอนไซม์ คือ เมื่อต้องใช้เอนไซม์ย่อยอาหารมาก ร่างกายก็จะบังคับตัวเองให้ผลิตเอนไซม์ย่อยอาหารมากขึ้น เพื่อนำมาชดเชยจนพอเพียงเสียก่อน ผลคือ ร่างกายจะมีความสามารถในการผลิตเมตาบอลิคเอนไซม์ที่มีความสำคัญมากกว่าลดลง ส่งผลเสียต่อการทำงานของร่างกายในระบบอื่น ๆ ตามมาอีกมาก
- การมีเอนไซม์เมตาบอลิค ซึ่งมีความสำคัญในการควบคุมปฏิกริยาเคมีในร่างกายสูง ทำให้ร่างกายมีพลังความสามารถในการสร้าง และซ่อมแซมเซลล์ ได้ดีขึ้น นอกจากนี้ ยังมีเมตาบอลิคเอนไซม์บางชนิด (Metabolic Antioxidant Enzyme) ช่วยทำหน้าที่ต้านอนุมูลอิสระ ไม่ให้เยื่อหุ้มเซลล์ถูกทำลายจนมีรูรั่ว ทำให้โปแตสเซียมซึมออกมา มีผลทำให้ ดีเอ็นเอ (DNA) ที่อยู่ภายในเซลล์ ซึ่งมีหน้าที่เป็นแม่พิมพ์ในการแบ่งตัวของเซลล์ทำงานผิดเพี้ยนได้ การมีเอนไซม์เมตาบอลิคลดลง จึงเป็นสาเหตุของความเสื่อม และการเจ็บป่วยของร่างกาย หรือเป็นเหตุให้เกิดเซลล์มะเร็งได้
สารอาหารธรรมชาติที่ให้เอนไซม์สำคัญในร่างกาย
อาหาร มีส่วนประกอบของสารอาหารธรรมชาติ ที่ให้เอนไซม์สำคัญในร่างกาย เช่น ข้าว ใบข้าวสาลี บล็อคโคลี่ เห็ดต่าง ๆ เช่น เห็ดหลินจือ เห็ดชิตาเกะ เห็ดไมตาเกะ ถั่งเช่า และ ขึ้นฉ่าย เป็นต้น แต่ในความเป็นจริง เราต้องบริโภคอาหารตามธรรมชาติมากเพียงใด จึงจะได้เอนไซม์ตามที่ร่างกายต้องการ เราอาจต้องรับประทานเห็ดให้ได้วันละ 500 กรัม หรือ เราต้องซื้อถั่งเช่า ซึ่งมีราคาพุ่งทะยานในตลาดโลก กิโลกรัมละ 80,000 บาท มาเพื่อปรุงอาหารรับเอนไซม์หรือไม่ หากย้อนอดีตไปสัก 30 ปี คงต้องตอบว่า “ใช่”
แต่ในโลกปัจจุบัน ที่เทคโนโลยีทางวิทยาศาสตร์ และการแพทย์ ก้าวไกล ถึงขั้นที่พัฒนาสารอาหาร บรรจุแคปซูล เพื่อนักบินอวกาศได้แล้ว จึงไม่น่าแปลกใจที่ เทคโนโลยีสามารถสกัดสารอาหารออกจากอาหารได้ เพื่อให้เราไม่ต้องทานอาหารในปริมาณมากๆ ไม่ต้องสูญเสียสารอาหารบางส่วน จากการผ่านการปรุงสุก และมีทางเลือกมากมายในการรักษาสุขภาพอย่างยั่งยืน
ส่วนโคเอนไซม์ และโคแฟคเตอร์ เป็นตัวเร่งปฏิกริยาอีกทีหนึ่ง ซึ่งจะหมดเปลืองไปเรื่อยๆ เมื่อเกิดปฏิกริยา ดังนั้น เราจำเป็นต้องหามาเสริม มิเช่นนั้น ทั้งอาหาร หรือสารอาหาร ในผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร วิตามิน และเกลือแร่ต่างๆจะเป็นเพียงเศษผงถ้าเราขาดเอนไซม์
ผลิตภัณฑ์แนะนำ

Vitech ENCONDIA 30 แคปซูล
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เอ็นคอนเดีย (ตรา ไวเทค) ช่วยในการผลิตพลังงานในเซลล์ และมีส่วนช่วยในกระบวนการซ่อมแซม บำรุงร่างกาย เพิ่มระบบการเผาผลาญ เหมาะกับผู้ที่อ่อนเพลีย เมื่อยล้า หรือผู้ที่ต้องการเพิ่มการเผาผลาญพลังงานในร่างกาย
