9 ความลับที่คุณยังไม่รู้
กระดูก และข้อต่อ
ภาวะกระดูกและข้อเสื่อม แม้ไม่ทำให้เสียชีวิต แต่เมื่อเกิดขึ้น จะทำให้คุณภาพชีวิตลดลง อาจทำให้เราขาดโอกาสที่จะทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกับคนที่เรารัก หรือ เสียโอกาสในการทำกิจกรรมต่างๆ ไป
กระดูก คือ โครงสร้างหลักของร่างกาย มีส่วนประกอบที่เป็นสารอินทรีย์ คือ เนื้อเยื่อประสาท เซลล์กระดูก ซึ่งทำให้กระดูกมีความยืดหยุ่น และส่วนที่เป็นสารอนินทรีย์ของกระดูก เช่น สารประกอบจากแคลเซียม และโซเดียม ซึ่งทำให้กระดูกแข็งแรง
หน้าที่หลักของกระดูกคือ ช่วยปกป้องอวัยวะที่สำคัญภายใน ทำงานร่วมกับกล้ามเนื้อ และเส้นเอ็น ในการตรึงอวัยวะต่างๆ ให้อยู่ในตำแหน่งตามธรรมชาติ อีกทั้งยังช่วยสร้างเม็ดเลือดชนิดต่างๆ และเป็นแหล่งแคลเซียมสำรองของร่างกายอีกด้วย
ข้อต่อ คือ ตัวเชื่อมของรอยต่อของกระดูก บริเวณข้อต่อถูกยึดไว้ด้วย กล้ามเนื้อ เส้นประสาท และเส้นเอ็น เพื่อเสริมความแข็งแรงให้แก่ข้อต่อ ข้อต่อส่วนใหญ่จะมีน้ำหล่อเลี้ยง ทำหน้าที่หล่อลื่น ลดการเสียดสีระหว่างกระดูกที่เชื่อมต่อกัน ข้อต่อมีทิศทางการงอ พับ ขยับ หมุน และเคลื่อนไหว แตกต่างกันตามการใช้งานของอวัยวะที่ข้อต่อนั้นเชื่อมต่ออยู่นั่นเอง
สารบัญ
ความลับที่ 7. ความลับของกระดูกและข้อต่อ
ทำไมในวัยเด็ก หากเรามีอาการบาดเจ็บ มีกระดูกแตก หรือหัก ร่างกายจะสามารถเชื่อมต่อกระดูกให้เป็นเนื้อเดียวกันได้ และสามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว แต่ในขณะที่เมื่อเราอายุมากขึ้น การซ่อมแซมตัวเองและการฟื้นตัว กลับช้าลง หรือไม่อาจประสานเชื่อมต่อกระดูกเป็นเนื้อเดียวกันได้
น้อยคนนัก ที่จะรู้ว่า ปกติกระดูกของเรา สามารถซ่อมแซมตัวเองได้ตลอดเวลา กระดูกของเราไม่เหมือนเครื่องจักร ที่ประกอบไปด้วยโลหะ ซึ่งเมื่อมีการเสียดสีกันตลอดเวลา จะทำให้เกิดการสึก แต่กระดูกของเรา จะมีกลไกทางธรรมชาติที่คอยควบคุมกระบวนการ สร้างและสลาย ให้เกิดขึ้นเองตลอดเวลา กระบวนการซ่อมแซมกระดูกจะดำเนินไปได้ด้วยดี ไม่มีติดขัด เมื่อเราได้รับสารอาหารที่เอื้อต่อการ ซ่อมแซม นั้น ร่วมกับการดูแล บำรุง รักษา เช่น การออกกำลังกายที่ถูกต้อง
กระบวนการสร้างและสลายกระดูกของร่างกาย
ภายในกระดูกของเรา มีเซลล์สร้างกระดูก เรียกว่า ออสติโอบลาส (osteoblast) และเซลล์ที่สลายกระดูก เรียกว่า ออสติโอคลาสต์ (osteoclast) ที่คอยควบคุมกระบวนการสร้าง และสลายของกระดูก ในวัยเด็กจะมีอัตราการสร้างที่มากกว่าอัตราการสลาย ทำให้เด็กเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อเข้าสู่วัยรุ่น อัตราการสร้างจะชลอตัวลง โดยเฉพาะเด็กหญิงเมื่อเริ่มเข้าสู่การมีประจำเดือน ในขณะที่อัตราการสลายค่อยๆ เพิ่มขึ้น จนกระทั่งเข้าสู่วัยชรา หรือในหญิงที่หมดประจำเดือน จะพบอัตราการสลายมากกว่าอัตราการสร้างกระดูก จึงมักพบภาวะกระดูกบางในผู้สูงอายุ มากกว่าในวัยอื่น และยังพบว่า ภายหลังจากหมดประจำเดือนใน 5 ปีแรก กระดูกจะบางลงถึง 25% และจะบางลงเรื่อยๆ ตามมาด้วยภาวะแทรกซ้อน ที่อาจทำให้ถึงแก่ชีวิตได้
จากการศึกษาพบว่า ฮอร์โมนเพศชาย เทสโตสเตอโรน (testosterone) และ ฮอร์โมนเพศหญิง เอสโตรเจน (estrogen) มีส่วนช่วยในการรักษามวลกระดูกได้เช่นเดียวกัน และภาวะกระดูกบางไม่ได้พบมากเฉพาะผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนเท่านั้น ผู้ชายก็พบได้ โดยเฉพาะในวัยสูงอายุ ที่มากกว่า 65 ปี จะมีอัตราการสลายที่ใกล้เคียงกับ ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน รวมถึง ในหญิงตั้งครรภ์ คุณแม่ที่อยู่ช่วงให้นมบุตร ก็มีความต้องการแคลเซียมมากขึ้นให้แก่ลูก จึงมีความจำเป็นที่ต้องได้รับแคลเซียมชดเชยเข้าสู่ร่างกายเป็นอย่างมาก เนื่องจากมีความเสี่ยงต่อภาวะกระดูกบางมากขึ้นเช่นกัน และเนื่องจากกระดูก และข้อต่อ เป็นสิ่งที่คู่กันเสมอ จึงไม่สามารถละเว้นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดข้อต่อเสื่อม หรือ ข้อเสื่อม ได้ ซึ่งได้แก่ การอักเสบจากอนุมูลอิสระ พันธุกรรม การมีน้ำหนักตัวมากเกินไป การยกของหนัก เป็นต้น
สุขภาพของกระดูกและข้อ ในอุดมคติ ต้องประกอบไปด้วย การมีแกนกลางกระดูกที่แข็งแรง ไม่บาง ไม่พรุน มีข้ออ่อน หรือกระดูกอ่อนหุ้มกระดูกที่สมบูรณ์ ไม่สึกหรอ ข้ออ่อนหุ้มกระดูกจะช่วยเพิ่มความลื่น และช่วยให้การเคลื่อนไหวสะดวก การมีน้ำเลี้ยงข้อที่เพียงพอ ช่วยป้องกันไม่ให้กระดูกเสียดสีกัน การทำให้สุขภาพของกระดูกและข้อเป็นแบบในอุดมคติได้นั้น ต้องเริ่มจากการลดปัจจัยที่จะไปทำลายกระดูกและข้อ เช่น การดื่มคาเฟอีน, การยกของ หรือแบกของหนัก รวมถึง การมีน้ำหนักตัวที่มาก ร่วมกับการเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับกระดูกและข้อ ด้วยการรับประทานสารอาหารที่ช่วยสร้างและซ่อมแซมกระดูก ควบคู่ไปกับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
สารอาหารสำคัญสำหรับกระดูกและข้อต่อ
จากผลของการวิจัยต่างๆ เมื่อไม่นานมานี้พบว่า ภาวะกระดูกบางสามารถป้องกันได้ ไม่ใช่ภาวะที่เกิดจากความชราเหมือนการมีผมหงอก หรือ ผิวหนังเหี่ยวย่น เนื่องจากกระดูกสามารถซ่อมแซมและสร้างตัวใหม่ได้ ถ้าได้รับการดูแลที่ดี และได้รับอาหารที่เหมาะสม แต่จะต้องได้รับการป้องกันตั้งแต่เนิ่นๆ ตั้งแต่วัยหนุ่มสาว ไม่ใช่รอให้กระดูกบางก่อน ดังนั้นอย่าปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปจนแก่ชรา แล้วค่อยมาเรียกหายาบำรุงข้อ เราควรหันมาเริ่มให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพกระดูกและข้อของเราตั้งแต่วันนี้ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีในวันข้างหน้า
90% ของแคลเซียมทั้งหมดในร่างกายอยู่ที่กระดูก แต่ปัญหาของการรับประทานแคลเซียมในปัจจุบัน คือ ร่างกายมีการดูดซึมแคลเซียมได้ต่ำ โดยเฉพาะแคลเซียมที่มาจากสิ่งไม่มีชีวิต เช่น แคลเซียมคาร์บอเนตจากหินปูน จะมีอัตราการดูดซึมต่ำ และยังเกาะตัวเป็นนิ่วได้ง่าย มีผลข้างเคียง คือ ทำให้ท้องผูก ส่วนแคลเซียมที่มาจากพืช เช่น อความินแคลเซียม ซึ่งเป็นแคลเซียมจากสาหร่าย มีโครงสร้างที่หลวมกว่า ทำให้การดูดซึมเข้าสู่กระดูกง่ายกว่า นอกจากนี้ อความิน ยังมีแร่ธาตุอื่นๆ เป็นส่วนประกอบที่นอกเหนือจากแคลเซียมอีกหลายชนิด ซึ่งช่วยเสริมการสะสมแร่ธาตุ และการเจริญของกระดูกได้เป็นอย่างดี
เป็นแร่ธาตุที่มีความสำคัญอย่างมากของกระดูก โดยพบว่า 60% ของแมกนีเซียมในร่างกายอยู่ในกระดูก ซึ่งคิดเป็นประมาณ 1% ของแร่ธาตุในกระดูกทั้งหมด แมกนีเซียม ยังมีความสำคัญในการสร้างกระดูก เนื่องจากเป็นตัวนำพาเอาแคลเซียมไปสะสมไว้ที่กระดูก ในการรับประทานเพื่อให้ได้ผลดี ควรทำให้มีสัดส่วนของ แคลเซียมต่อแมกนีเซียม เท่ากับ 2:1
วิตามินดี มีความสำคัญในการช่วยดูดซึมแคลเซียม และฟอสเฟต จากลำไส้ ไปสะสมไว้ในกระดูก เราสามารถรับวิตามินดีได้จากอาหารและแสงแดด ยิ่งเมื่อเรามีอายุมากกว่า 60 ปี ร่างกายของเราจะไม่สามารถสร้างวิตามินดีได้เองตามธรรมชาติ จึงต้องรับวิตามินดี จากอาหารที่รับประทานเข้าสู่ร่างกายเท่านั้น การที่วิตามินดีจะออกฤทธิ์ได้ ต้องผ่านการเปลี่ยนรูปที่ตับและไตก่อน ตามลำดับ โดยพบว่า วิตามินดี 3 มีความสามารถในการจับกับตัวรับวิตามินดีบนตับ (VDR receptor) ได้ดีกว่าวิตามินดี 2 จึงทำให้สามารถเปลี่ยนเป็น Actived vitamin D ได้ดีกว่า
เป็น cofactor สำคัญที่ช่วยในกระบวนการสร้างกระดูก มีการศึกษาพบว่าผู้ที่มีระดับของ ซิงค์ ในร่างกายต่ำ มีความสัมพันธ์กับการเกิดกระดูกพรุน
เป็น Enzymatic cofactor ที่มีบทบาทสำคัญในการคงสภาพของกระดูก ทำให้มีความยืดหยุ่น และแข็งแรง เช่น ช่วยในการสร้างเส้นใยคอลลาเจน และอิลาสติน เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นให้กระดูก เป็น cofactor ของ Antioxidant Enzymes ที่ช่วยกำจัดอนุมูลอิสระต่างๆ ที่คอยทำลายกระดูก และ ช่วยยับยั้งกระบวนการทำลายกระดูก เป็นต้น
วิตามินเค เป็นวิตามินที่มีบทบาทหลายอย่าง ตามแต่ชนิดของวิตามินเค โดยวิตามินเค2 เป็นชนิดที่มีบทบาทสำคัญสำหรับกระดูก เป็นตัวที่คอยจัดระเบียบแคลเซียมให้อยู่เป็นที่เป็นทาง เช่น ให้อยู่เฉพาะที่กระดูกและฟัน ไม่ให้มาเกาะตามหลอดเลือด เป็นต้น โดยพบว่าผู้ที่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน มักมีระดับวิตามินเค2 ต่ำกว่าปกติ ซึ่งวิตามินเค2 ยังแบ่งออกเป็นอีกหลายชนิด โดยชนิดของวิตามินเค2 ที่อยู่ในรูปของอาหารเสริมที่พบในท้องตลาดปัจจุบัน ได้แก่ ชนิด MK4 และ MK7 ข้อแตกต่างคือ ชนิด MK4 มักจะเป็นแบบสังเคราะห์ แต่ชนิด MK7 จะได้มาจากการหมักจากแบคทีเรีย ซึ่งเป็นรูปแบบการสร้างวิตามินเค2 ตามธรรมชาติ นอกจากนี้ MK7 ยังมีการดูดซึมได้ดีกว่า และอยู่ในร่างกายได้นานกว่าวิตามินเค2 ชนิด MK4
คอลลาเจนชนิดที่ 2 เป็นคอลลาเจนที่พบได้ในเซลล์กระดูกอ่อน บริเวณข้อต่อ และหมอนรองกระดูกสันหลัง ซึ่งแตกต่างจากคอลลาเจนที่พบในผิวหนัง ซึ่งจะเป็นคอลลาเจนชนิดที่ 1, 3 และ 4 (Collagen Type 1, 3 และ 4) คอลลาเจนชนิดที่ 2 แบ่งออกเป็นหลายชนิด ขึ้นอยู่กับกระบวนการผลิต โดยพบว่าคอลลาเจนชนิดที่ 2 ชนิด Undenatured Collagen Type II (UCII) เป็นชนิดที่มีลักษณะใกล้เคียงกับคอลลาเจนชนิดที่ 2 ที่ร่างกายสังเคราะห์ได้เองมากที่สุด เนื่องจากกระบวนการผลิตไม่ผ่านความร้อนสูง และไม่ผ่านการย่อยสลายด้วยเอนไซม์ มีโครงสร้างเป็นแบบ Triple Helix Structure ทำให้สามารถออกฤทธิ์ได้บริเวณข้อ โดยลดอัตราการทำลาย หรือความเสื่อมของกระดูกอ่อนบริเวณข้อ ส่งผลให้ร่างกายกลับสู่ภาวะสมดุลของการซ่อมสร้างตามธรรมชาติ
น้ำมันคริลล์ ประกอบไปด้วยโอเมก้า 3 ที่จับตัวกับ phospholipids ทำให้มีการละลายน้ำ และดูดซึมได้ดี ในโอเมก้า 3 มีส่วนประกอบสำคัญ คือ EPA (Eicosapentaenoic Acid) ที่มีฤทธิ์ลดการอักเสบในร่างกายได้ นอกจากนี้ ในน้ำมันคริลล์ยังมีส่วนประกอบที่สำคัญ คือ Astaxanthin ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูง ที่สามารถกำจัดอนุมูลอิสระต่างๆ ในร่างกายได้มากกว่าวิตามินอีถึง 100 เท่า
ขมิ้นชันเป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณมากมาย ถูกนำมาใช้เป็นยาตั้งแต่สมัยโบราณ เพื่อช่วยในการแก้ปัญหาเกี่ยวกับระบบในทางเดินอาหาร เช่น ท้องอืด ท้องเฟ้อ และต้านการอักเสบ ขมิ้นชันทั่วไป มีข้อจำกัดในเรื่องการละลายน้ำ ทำให้การดูดซึมเข้ากระแสเลือดเพื่อไปลดการอักเสบในร่างกาย เป็นไปได้ยาก หากเราสามารถพัฒนาขมิ้นชันให้มีคุณสมบัติในการละลายน้ำได้ดีขึ้น ก็จะช่วยเพิ่มสรรพคุณด้านการต้านอักเสบได้มากขึ้น สามารถนำมาใช้ในการรักษาอาการอักเสบต่างๆ ได้ เช่น กระเพาะอักเสบ ข้อเข่าอักเสบ เป็นต้น
ภาวะกระดูกและข้อเสื่อม แม้ไม่ทำให้เสียชีวิต แต่ผู้ป่วยโรคกระดูกและข้อเสื่อม หรือมีอาการแทรกซ้อนจากภาวะกระดูกบาง จะทำให้เกิดความทรมานในการเคลื่อนไหวร่างกาย ทำให้คุณภาพชีวิตลดลง กระทบกระเทือนสภาพจิตใจ อาจทำให้หดหู่ โดยเฉพาะโรคนี้มักเกิดในผู้สูงวัย
สิ่งที่โชคดีที่สุด คือ มีผลการวิจัยเมื่อไม่นานมานี้พบว่า ภาวะกระดูกบาง สามารถป้องกันได้ เนื่องจากไม่ใช่ภาวะที่เกิดจากความชราเหมือนการที่ผมหงอก หรือการมีผิวหนังที่เหี่ยวย่น เนื่องจากกระดูกสามารถซ่อมแซมและสร้างตัวใหม่ได้ หากได้รับการดูแลที่ดี และรับอาหารที่เหมาะสม แต่ควรต้องได้รับการป้องกันการเกิดโรคนี้ตั้งแต่วัยหนุ่มสาว เพราะการมีกระดูกและข้อที่แข็งแรง ต้องอาศัยความสม่ำเสมอในการถนอม ดูแล การใช้งาน ในปัจจุบัน ไม่มี “ยา” ที่ใช้รักษาโรคกระดูกบาง หรือโรคกระดูกพรุน มีเพียงยาที่ใช้บรรเทาอาการเจ็บปวด บวม อักเสบ ฯ สำหรับบรรเทาความเจ็บปวดจากภาวะแทรกซ้อนเท่านั้น ดังนั้น จึงไม่ควรรอจนสายเกินไป เพราะเราอยากให้คุณหาซื้อรองเท้าผ้าใบใหม่ในวัยชรา มากกว่าจะหาซื้อเครื่องช่วยเดิน
ผลิตภัณฑ์แนะนำ

Vitech TEROFLEX 30 แคปซูล
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เทโรเฟล็กซ์ (ตรา ไวเทค) ประกอบไปด้วย แคลเซียม แมกนีเซียม อะมิโน แอซิด คีเลต ที่มีส่วนช่วยในการบำรุงกระดูกและข้อ ช่วยเสริมการสะสมแร่ธาตุและการเจริญของกระดูก
